<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5497575634803151479</id><updated>2009-02-21T06:32:31.486-08:00</updated><title type='text'>Cherdchai</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://cherd.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5497575634803151479/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cherd.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Cherdchai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10709532490888296152</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5497575634803151479.post-6042646184678066193</id><published>2007-06-11T23:02:00.000-07:00</published><updated>2007-06-11T23:02:25.317-07:00</updated><title type='text'>"การสิ้นสุดประวัติศาสตร์และมนุษย์คนสุดท้าย"</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจนแต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ&lt;br /&gt;e-mail : midnightuniv@yahoo.com&lt;br /&gt;บทสัมภาษณ์ ฟรานซิส ฟูกูยามา ผู้เขียนเรื่อง "การสิ้นสุดประวัติศาสตร์และมนุษย์คนสุดท้าย"&lt;br /&gt;บทสรุปเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ ฟรานซิส ฟูกูยามา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หลายคน คงรู้สึกสะดุดกับชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ "The End of History and the Last Man" ทำให้อยากรู้ว่า Francis Fukuyamaได้เขียนอะไรไว้ในนั้น บทสัมสัมภาษณ์ต่อไปนี้ จะเผยให้เห็นถึงเนื้อหาภายในของหนังสือเล่มดังกล่าว นับตั้งแต่ประวัติส่วนตัวของเขา ปรัชญาการเมืองแบบ liberal democracy ที่เขามีความเชื่อมั่น และเมื่อเขาถูกถามว่า อะไรเป็นมูลเหตุของการพัฒนามาสู่ระบอบประชาธิปไตย เขาได้ให้คำตอบที่มาอยู่2เรื่องด้วยกัน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;1. เขาชี้ให้เห็นความสัมพันธ์กัน ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ กับ ความเป็นประชาธิปไตย&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;2. เขากลับไปหาคำอธิบายทางปรัชญาของ Hegel เกี่ยวกับ the struglle for recognition (การต่อสู้เพื่อให้ได้การยอมรับ) รวมไปถึง ศัพท์ภาษากรีก เช่น thymos ซึ่งหมายถึง "ต้นตอกำเนิดของการเคารพในตนเองหรือรักศักดิ์ศรีของตนเอง(self-esteem)" และ Megalothymia ที่หมายถึง "ความปราถนาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะที่ยิ่งใหญ่กว่าบุคคลอื่น" อันเป็นที่มาของความวุ่นวายของโลกในทุกวันนี้ เขายังกล่าวอีกว่า หากโลกเราได้พัฒนามาถึงจุดสูงสุดของเสรีประชาธิปไตย มนุษย์อาจไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ และมันจะทำให้เกิดความสูญเสียอะไรที่ยิ่งใหญ่ของเราไป ดังที่เขากล่าวว่า "ในหนทางหนึ่ง, มันก็จะปล้นชิงด้านหนึ่งของชีวิตที่สำคัญมากของเราไป ซึ่งมันเป็นด้านที่ต้องการจะต่อสู้ ด้านที่ต้องการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ต่างๆ, ด้านที่ต้องการกระทำ และดำรงอยู่ และตายเพื่ออุดมคติต่างๆ เพื่อเป้าหมายที่สูงกว่า หรือบางครั้งต้องการความยุติธรรมที่อยู่เหนือขึ้นไป ท้ายสุด เขาได้ประณามลัทธิคอมมิวนิสม์อย่างรุนแรง และยกย่องประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นอัฉริยภาพของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้วิจารณญานกับช่วงดังกล่าว และที่ไม่ควรลืมอย่างยิ่งสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ก็คือ การสัมภาษณ์ดังกล่าว กระทำมาเมื่อปี 1992 หรือเกือบ 10 ปีมาแล้ว. ดังนั้น ข้อมูลบางประการจึงอาจพ้นสมัย และอาจคาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง&lt;br /&gt;สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียง The End of History and the Last Man / Author: Francis Fukuyama Booknotes Transcript Air date: January 17, 1992&lt;br /&gt;1   BRIAN LAMB: Francis Fukuyama, ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "The End of History and the Last Man." (การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์และมนุษย์คนสุดท้าย), ทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ คุณพอจะบอกได้ไหมว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ?&lt;br /&gt;FRANCIS FUKUYAMA: มันเป็นชื่อเรื่องของหนังสือที่ฟังดูยิ่งใหญ่มากและน่าสนใจ. หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำถามของสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ ซึ่งผมอยากเรียกว่าประวัติศาสตร์, ซึ่งเขียนด้วย ป ตัวพิมพ์ใหญ่(capital "H"). ปกติแล้ว เวลาที่เราไปเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ เราจะไปสัมพันธ์กับมันเพียงลักษณะที่ไหลเลื่อนแบบธรรมดาๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ เช่น สงครามในอ่าวเปอร์เซีย, การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน. แต่หนังสือของผมพยายามที่จะตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ขึ้นมาคำถามหนึ่ง, ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องราวในฐานะประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์, โดยพิจารณาถึงประสบการณ์ต่างๆของผู้คนทั้งหลาย และห้วงเวลาเกือบทั้งหมด และไม่ว่าจะเป็นลักษณะอันหนึ่งของวิวัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของสังคมต่างๆเหล่านั้น ดังที่มันได้เจริญก้าวหน้ามาจากยุคดึกดำบรรพ์มากๆ, มาถึงยุคเกษตรกรรม, สังคมชนเผ่า เรื่อยขึ้นมาผ่าน ระบอบราชาธิปไตย ขุนนาง ชนชั้นสูงอันหลากหลาย และจนมาถึงการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย และลัทธิทุนนิยม ที่ได้รับการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ดังที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้&lt;br /&gt;และ" "The End of History" (การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์) ยังเป็นเรื่องราวที่ผมคิดว่ายังคงอยู่, นั่นคือ คำถามที่เกี่ยวกับ, กระบวนการอันนั้น ที่สามารถนำไปสู่การสิ้นสุด, หรือเรื่องของ วิวัฒนาการ, ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ได้บรรลุถึงอารยธรรมอันหนึ่งซึ่ง ในความหมายที่สมบูรณ์แบบ มันจะเป็นอารยธรรมหลังสุดที่มนุษยชาติจะบรรลุถึงได้ เพราะ ในความหมายดังกล่าว มันเป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่า มันเป็นอารยธรรม ซึ่งเข้ากันกับธรรมชาติของมนุษย์ในหนทางที่เหมาะสมพอดิบพอดี.&lt;br /&gt;และสิ่งที่ผมได้ให้เหตุผลหรืออ้างหลักฐานในหนังสือเล่มนี้ ก็คือว่า ระบอบ"เสรีประชาธิปไตย"มันได้เข้ามาใกล้กับความเหมะสมเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์มาก ในความหมายอันนั้น ซึ่งมากว่ารูปแบบใดๆของการปกครอง หรือองค์กรทางการเมือง หรือองค์ทางสังคม.&lt;br /&gt;LAMB: คุณสามารถที่จะหยิบยกคำวิจารณ์เกี่ยวกับหนังสือของคุณ หรือหนังสือของคนอื่นๆได้ไหม ? - ในฐานะที่เป็นสาระของข้อเท็จจริงบางอย่าง. เหตุผลที่ผมพูดถึงหนังสือเล่มอื่นๆ คือ ผมกำลังมองไปที่งานวิจารณ์เล่มหนึ่งเกี่ยวกับหนังสือของ Graham Fuller, ซึ่งเขาได้เขียนเรื่อง "The Democracy Trap: Perils of the Post-Cold War World." (กับดักประชาธิปไตย: ภยันตรายต่างๆของโลกหลังยุคสงครามเย็น). และ Paul Johnson, นักประวัติศาสตร์, ซึ่งได้เขียนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคุณ, แทนที่จะเป็น Graham Fuller, ในประเด็นนี้. เขากล่าวว่า...&lt;br /&gt;"ผมไม่แน่ใจมันเท่าไหร่" - ขอให้ผมกระโดดข้ามประโยคนั้นไป - "งานเขียนของ Francis Fukuyama เกี่ยวกับ"การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์" เป็นงานชิ้นหนึ่งที่เหลวไหลที่สุดที่เคยมีการเสนอมา, และความวุ่นวายจุกจิกที่มันสร้างขึ้นมา เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถอธิบายได้."&lt;br /&gt;คำถามของผมก็คือ"อะไรคือความวุ่นวายจุกจิกนี้ทั้งหมด และมันเริ่มต้นขึ้นที่ตรงไหน ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของปัญหาที่เป็นสาระอันหนึ่งจริงๆ มันเกี่ยวกับความเข้าใจผิดหรือการตีความที่ผิดๆเกี่ยวกับ "The End of History" ที่นำเสนอ.&lt;br /&gt;คุณก็รู้ว่า, หนังสือเล่มนี้ที่ผมได้เขียนขึ้นมานั้น มันพัฒนาขึ้นมาจากบทความชิ้นหนึ่งที่ผมได้ตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเล็กๆฉบับหนึ่ง ที่ชื่อว่า National Interest เมื่อสองปีมาแล้ว, ก่อนการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เมื่อทั้งหมดของเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรของโซเวียต. และสิ่งที่ผมกำลังอ้างอิงถึงก็คือ, จริงๆแล้ว ความเจริญงอกงามของฉันทามติสากลอันหนึ่ง บนเรื่อง"ความยุติธรรม" หรือ"ความถูกต้องชอบธรรม"เกี่ยวกับหลักการต่างๆของเสรีประชาธิปไตย, ซึ่งนั่น จริงๆแล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตุเกี่ยวกับโลกของเรา และแน่นอน ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์ต่างๆอันนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้.&lt;br /&gt;แต่ที่ผมเกรง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นก็คือว่า ผู้คนจำนวนมาก, บางทีรวมถึงคนอย่าง Paul Johnson ด้วยที่วิจารณ์หนังสือของผม, คนเหล่านี้เพียงแค่เห็นชื่อเรื่อง, แล้วก็กล่าวว่า "โอ้, นี่มันอะไรนี่ ?" มันไร้สาระจริงๆ, คุณรู้. ประวัติศาสตร์จะไม่มีทางสิ้นสุด, คุณก็รู้. เรายังคงมีสงครามและความยากจน และการต่อสู้มากมายในโลกที่สาม และอะไรทำนองนั้น. มันน่าประทับใจมาก, สำหรับชื่อเรื่อง, พอเห็นปุ๊บ ก็สรุปเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ. และมันมีข้อถกเถียงกันได้มากมาย, ผมคิด, มันเป็นการตีความหรือความเข้าใจที่ผิดๆ.&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่อยู่ข้างใต้คือ, อันที่จริง มันเป็นคำถามที่จริงจังมากคำถามหนึ่ง ดังที่บางคนคุ้นเคย... มันมีรูปแบบที่เป็นทางเลือกอยู่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบอบรัฐบาลแบบ"ราชาธิปไตย" และความเป็น"เผด็จการฟาสซิสท์", และสำหรับหลายปีที่เราคิดว่า ลัทธิคอมมิวนิสม์เป็นแบบฉบับ ซึ่งเป็นคู่ปรับที่สำคัญและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของอารยธรรม. และในศตวรรษนี้, ทุกๆคนเหล่านั้นต่างทราบดีว่า ทางเลือกบางอย่างมันได้ล่มสลายลงไป. และไม่ใช่ทุกๆประเทศจะเป็นเสรีประชาธิปไตย; มันมีความเป็นเผด็จการของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ยังคงอยู่, แต่ในฐานะที่เป็นความคิดเชิงระบบอันหนึ่งซึ่งมีพลวัตรบางอย่าง, ความมีพลังที่แท้จริงบางประการ, ที่จริงแล้ว เสรีประชาธิปไตยมันมีอยู่ทั่วไปในตอนนี้ และเราเห็นว่าในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกที่ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสม์, ในทิศทางหนึ่ง, ได้ถูกกัดเซาะและทำลายลงโดยข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้คนไม่เชื่อว่ามันเป็นรูปแบบการปกครองหรือรัฐบาลที่จะงอกงามหรือประสบความสำเร็จขึ้นมาได้, มันไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย, และนั่นคือข้อเท็จจริง, ความคิดต่างๆเกี่ยวกับประชาธิปไตยคือสิ่งหนึ่งที่เป็นอย่างแรก ซึ่งผู้คนค้นพบด้วยความตื่นเต้น และตระหนักถึงความยุติธรรม และมีค่าคู่ควรเกี่ยวกับการยกย่องและชื่นชมมากกว่า&lt;br /&gt;LAMB: เวลาที่คุณพูดถึง"เสริประชาธิปไตย", อะไรที่คุณหมายถึง"เสรีประชาธิปไตยอันนี้ ?"&lt;br /&gt;FUKUYAMA: เออ, มันมีข้อแตกต่างซึ่งโดดเด่นที่สำคัญซึ่งผมหมายถึงคำว่า"ประชาธิปไตย" - เราต่างมีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับมัน. มันหมายถึงบางสิ่งบางอย่าง เช่น การเลือกตั้ง, การมีพรรคการเมืองหลายๆพรรค, การเลือกตั้งโดยวิธีลงคะแนน. และสังคมที่พวกเราอยู่ ก็คือสังคมเสรีประชาธิปไตย. มันมีการเลือกตั้ง ผนวกกับการประกันเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆของปัจเจกชน อย่างเช่น เสรีภาพในการพิมพ์, เสรีภาพในการนับถือศาสนา, เสรีภาพเกี่ยวกับการมีความสัมพันธ์ทางการเมือง, และ, ที่สำคัญมากสุด ก็คือเสรีภาพที่จะมีส่วนร่วมในระบบการเมือง. และเป็นความจริงด้วยว่า "เสรีประชาธิปไตย" ต้องมีทั้ง 2 ด้าน คือด้านที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง(1) และด้านที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรับรองเกี่ยวกับสิทธิของปัจเจกชนต่างๆ(2). และเมื่อทั้งสองด้านนี้ได้มารวมเข้าด้วยกัน, ผมคิดว่าคุณก็มีหัวใจหรือแก่นแท้ที่สำคัญของระบบการเมืองร่วมสมัย.&lt;br /&gt;LAMB: คุณสามาระพูดถึงระบอบ"ประชาธิปไตย"ที่ไม่มีคำว่า"เสรี"วางเอาไว้ข้างหน้าคำนี้ได้ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: โอ้, แน่นอน - ในข้อเท็จจริง, มันมีประชาธิปไตยอย่างที่ว่านั้นเป็นจำนวนมากเลยในปัจจุบัน ซึ่งปรากฎอยู่ในโลกของอิสลาม. ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอิหร่านในทุกวันนี้ - อิหร่านของโคไมนี หรือหลังยุคโคไมนี ผมคิดว่าสามารถที่จะอ้างชื่อว่าเป็นปะเทศประชาธิปไตยที่ว่านั้นได้ไม่มากก็น้อย. พวกเขามีการเลือกตั้งอะไรทำนองนั้น แต่เป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์สะอาด แต่ทว่าก็มีการเลือกตั้งต่างๆ. มันเป็นประเทศที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์. ผู้หญิงไม่มีสิทธิต่างๆ; พวกเธอไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้. มันไม่มีเสรีภาพทางศาสนา. แน่นอน มันไม่มีเสรีภาพในการพูด.&lt;br /&gt;มันเป็นปัญหาที่แท้จริงอันหนึ่ง ในภาคส่วนต่างๆเป็นจำนวนมากของโลกอาหรับ. ยกตัวอย่างเช่น ในอัลจีเรียทุกวันนี้, มันมีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มอิสลามิก หรือ กลุ่มอิสลามิกที่ยึดถือพระคัมภีร์อย่างเหนียวแน่น, ผมคิดว่า, เป็นไปได้มากทีเดียว และได้รับการคาดหวังว่าจะชนะ พอที่จะได้รับเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น. ปัจจุบัน, ประชาธิปไตยที่ว่า, มันได้รับการเลือก แต่รายละเอียดในการปฏิบัติ มันไม่มีเสรีภาพ.&lt;br /&gt;ผมหมายความว่า พวกเขาไม่มีเจตนาใดๆเกี่ยวกับ การที่จะประกันหรือรับรองสิ่งต่างๆ อย่างเช่น เสรีภาพเกี่ยวกับศาสนา และเสรีภาพเกี่ยวกับการพูด, และนั่นคือปัญหาที่แท้จริงในสังคมแบบนั้น. ถ้าหากว่าพวกเขาได้รับการเลือกตั้งให้เข้าสู่อำนาจ สิ่งแรกที่พวกเขาอาจจะทำก็คือ ถอดถอนสิทธิในการออกเสียงส่วนหนึ่งของประชาชนออกไป. และด้วยเหตุดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ว่า "ประชาธิปไตย"ต่างๆ ที่เป็น"เสรีประชาธิปไตย"นั้น มันเป็นเช่นเดียวกัน กับการวางรากฐานอยู่บน"อำนาจอธิปไตยของประชาชน".&lt;br /&gt;LAMB: ขอกลับมาที่เรื่องของตัวคุณสักนิด เพื่อเป็นการแนะนำตัวเล็กน้อย... คือ คุณพอที่จะพูดถึงประวัติส่วนตัวของคุณบ้างได้ไหม เช่นว่า คุณเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ ครอบครัวเป็นใคร ร่ำเรียนมาจากที่ไหน เหล่านี้เป็นต้น ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมเกิดที่ชิคาโก ในปี ค.ศ.1952 และอาศัยอยู่ที่นั่นราว 2 ปี. จริงๆแล้วตอนที่ผมเติบโตนั้น ผมอยู่ที่นิวยอร์ค และต่อจากนั้นก็เริ่มที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปในหลายๆที่ ก็เหมือนกับคนอเมริกันทั่วไปนั่นแหละ. ผมเข้าเรียนที่ Cornell และต่อมาได้สำเร็จการศึกษาที่ Harvard. วิชาที่เรียนในระดับปริญญาตรี ผมเลือกเรียนวิชาหลักที่ไม่ค่อยธรรมดาเท่าไหร่. ผมเรียนวิชาเอกเกี่ยวกับคลาสสิค(ปรัชญาสมัยคลาสสิค). ผมใช้เวลา 5 ปีเรียนรู้ภาษากรีก โดยสาระแล้ว ก็เพื่อที่จะสามารถอ่านงานของเพลโตและอริสโตเติลได้ด้วยภาษาเดิมหรือภาษาต้นฉบับ และได้ศึกษาปรัชญาการเมืองมาพอสมควร ในช่วงเวลานั้น.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้รับปริญญาโท และปริญญาเอกจากที่ Harvard ใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ไม่ครับ, ผมได้รับปริญญาเอกจาก Harvard เท่านั้น. แต่ ณ จุดนั้น ผมได้ปรับเปลี่ยนความรู้ และด้วยเหตุนี้ผมจึงจบมาทางด้านรัฐศาสตร์ในคณะดังกล่าวจากที่นั่น และวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก ผมได้เขียนเรื่อง, ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว, มันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเลย ผมเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง "นโยบายต่างประเทศของโซเวียตในตะวันออกกลาง".&lt;br /&gt;LAMB: คุณเกิดที่ชิคาโก และย้ายไปอยู่นิวยอร์ค ข้อสงสัยของผมต่อมาเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของคุณ อยากจะถามว่า พ่อ-แม่ของคุณทำงานอะไร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: พ่อของผมทำงานอยู่หลายปี ในฐานะกรรมการระดับชาติเกี่ยวกับศาสนา เรียกว่า the United Church of Christ. ชีวิตพื้นเพหลังของท่าน ท่านเป็นพระ, และต่อมาภายหลังก็เป็นศาสดาจารย์ทางด้านศาสนศึกษาที่ Penn State และถัดมาก็ได้ไปที่ชิคาโกเพื่อสัมนาเกี่ยวกับเรื่องเทววิทยาในชิคาโก, ต่อจากนั้นท่านก็ได้เข้าไปอยู่ใน the University of Chicago และถัดจากนั้นก็ได้หวนกลับมาสู่ที่เดิมอีก เรียกว่าครบรอบพอดีจะกระทั่งท่านเกษียณอายุ. ส่วนแม่ผม, พบกับพ่อของผม เดิมเลยทีเดียว ที่ the University of Chicago, และต่อมาภายหลัง เธอก็เป็นแม่คนหนึ่งและเป็นแม่บ้าน.&lt;br /&gt;ปัจจุบันตัวผมอยู่ในกรุงวอชิงตัน. และได้ใช้เวลาช่วง 2 ปีหลัง เขียนหนังสือเล่มที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้. ผมเป็นผู้คอยให้คำปรึกษาที่เรียกว่า resident consultant อยู่ที่ the RAND Corporation ซึ่งถือว่าเป็นถังความคิดที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งทำเรื่องนโยบายต่างประเทศ, เป็นการศึกษาในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ. และที่นั่นคือที่ผมทำงานก่อนที่จะย้ายมาอยู่ในวอชิงตัน ที่ซึ่งผมได้ศึกษาเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของโซเวียตและการเมืองในตะวันออกกลาง และอะไรทำนองนั้น.&lt;br /&gt;LAMB: นอกจากการได้รับ Ph.D. และปริญญาทางรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กับการทำงานที่ the RAND Corporation แล้ว, คุณทำงานที่ไหนอีกบ้าง ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: อืม, ผมได้ทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ(the State Department). ผมทำงานที่นั่นสองครั้ง, ในช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ผมทำงานอยู่ที่นั่นในฐานะสต๊าฟเกี่ยวกับการวางแผนด้านนโยบาย ซึ่ง - มันเป็นหน่วยงานเล็กๆที่เกาะเกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาทางด้านแนวคิด นโยบาย เกี่ยวกับการต่างประเทศในการวางแผนระยะยาวต่างๆ. ผมทำงานอยู่ที่นั่นในช่วงต้นทศวรรษที่ 80s และกลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1989 และช่วงหลังนี้ได้มาดำรงตำแหน่งผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการ ในสต๊าฟวางแผนเชิงนโยบายที่ที่ทำงานเดิม, แต่การหวนกลับมาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศครั้งที่สอง ได้มีการพักงานระยะสั้นๆ เพื่อปลีกตัวมาตีพิมพ์เกี่ยวกับบทความเดิมเรื่อง, "The End of History,"ใหม่อีกครั้ง ซึ่งได้นำผมไปสู่การเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา.&lt;br /&gt;LAMB: การพักงานสั้นๆอันนี้ เป็นไปโดยการตัดสินใจของคุณ หรือว่าเป็นการตัดสินใจของกระทรวงต่างประเทศ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: โอ้, ไม่เลย, กระทรวงต่างประเทศไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้. มันเป็นการตัดสินใจโดยความสมัครใจอย่างสมบูรณ์ของตัวผมเอง. ผมคิดว่า การเขียนหนังสือ มันเป็นโอกาสอันหนึ่ง, ในความหมายนี้ก็คือ, มันเป็นเรื่องที่หนักและผ่านไปได้ยากมาก, อย่างไรก็ตาม คุณก็สามารถที่จะกลับมาทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่อย่างเดิม เมื่อไรก็ได้ที่คุณต้องการ.&lt;br /&gt;LAMB: ตอนที่คุณเขียนบทความเรื่อง"การสิ้นสุดประวัติศาสตร์"(The End of History) และพิมพ์งานชิ้นนี้ คุณยังเป็นสต๊าฟอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ครับ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: อันที่จริง ผมได้เขียนบทความชิ้นนั้น ตอนที่ผมยังทำงานอยู่ที่ RAND Corporation ก่อนจะมาทำงานอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ และมันยังคงค้างคาอยู่ตอนที่มาทำงานที่กระทรวงฯ. และต่อจากนั้น โดยกระทันหันในช่วงฤดูร้อนปี 1989 ตอนที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่ หนังสือเล่มนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ออกมา และถัดจากนั้น ความโกลาหลและปฏิกริยาต่างๆในเชิงไม่เห็นด้วยก็เริ่มต้นขึ้น, ขณะที่ผมยังทำงานอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศ&lt;br /&gt;LAMB: มีแรงกดดันอะไรบ้างไหม ตอนคุณทำงานอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศ ในทำนองว่า "ดูนี่ซิ, เรื่องนี้มันร้อนแรงมากเลยทีเดียว. มันจะดีกว่าไหม หากว่าคุณไม่ได้ทำงานอยู่ที่นั่น ในช่วงเวลาดังกล่าว ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ไม่เลย. ช่วงนั้นผมกำลังทำงานอ้อมๆในฐานะเลขานุการทางการเงิน และผมคิดว่า เขาค่อนข้างมีท่าทีที่อดกลั้น ดังเช่นเจ้านายของผมตอนนี้&lt;br /&gt;LAMB: นามสกุล Fukuyama ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นนี้ คุณได้รับมาต่อจากบรรพบุรุษใช่ไหม ? แล้วหากว่าใช่ คุณสามารถจะย้อนกลับไปถึงบรรพบุรุษของคุณที่เกิดในญี่ปุ่นได้ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ครับเป็นนามสกุลที่มาจากบรรพบุรุษ. แม่ของผมเกิดในญี่ปุ่น และท่านได้มาพำนักอยู่ในประเทศนี้ในปี 1949. ส่วนพ่อของผมเกิดที่ Los Angeles, และคุณปู่ของผมมายังสหรัฐอเมริกาในปี 1905, ดังนั้น มันจึงขึ้นอยู่กับว่า ด้านไหนของครอบครัวที่คุณอยากจะรู้และให้ผมเล่าย้อนกลับไป&lt;br /&gt;LAMB: ขอกลับมาที่หนังสือ, คุณมีแผนภูมิอันหนึ่งซึ่งพิมพ์รวมอยู่. ผมไม่ทราบว่า ถ้าหากว่าเราจะขยับกล้องเข้าไปใกล้ๆแผนภูมิอันนี้ได้หรือไม่ ? ผมควรจะรอสักครู่ เพื่อให้กล้องซึ่งจับอยู่ที่คุณเลื่อนมายังแผนภูมินี้ และโฟกัสเข้ามาให้ใกล้พอที่ผู้ชมจะได้เห็นภาพนี้ด้วย. เอาล่ะ ผมอยากจะถามว่า แผนภูมิอันนี้มันเป็นเรื่องอะไร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ภาพที่เห็นนี้ เป็นตารางแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญเติบโตของ"เสรีประชาธิปไตย"ทั่วโลก ซึ่งย้อนกลับไปยังคริสตศตวรรษที่ 18. และอันที่จริง มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาอันยาวนาน และ, ผมคิดว่า เป็นภาพของการแพร่ขยายที่ค่อนข้างกว้างเกี่ยวกับสถาบันต่างๆทางประชาธิปไตย&lt;br /&gt;LAMB: มาดูที่ตรงนี้กันสักนิด, เส้นที่เห็นอยู่นี้คือปี 1990. และประเทศเหล่านั้นทั้งหมด ตอนนี้เป็นเสรีประชาธิปไตย. คุณสามารถมองเห็นได้ว่า เลยออกไปจากตรงนี้มันไม่ใช่. คุณสามารถที่จะสลับไปอีกหน้าตรงนี้ และเห็นมันมากขึ้นบนอีกหน้าหนึ่ง. และ อีกครั้ง เกือบทั้งหมดเป็นเสรีประชาธิปไตย. อะไรคือฝ่ายซ้ายล่ะ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: เออ, ฝ่ายซ้ายคือส่วนใหญ่ของแอฟริกา, ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลาง, และอันที่จริง ประเทศทางใต้ สองในสามของเอเชีย, และถัดจากนั้น คุณมีจีนและรัสเซีย หรือสหภาพโซเวียตเมื่อก่อน ซึ่งกำลังผ่านกระบวนการที่ค่อนข้างเจ็บปวดของการทำให้เป็นประชาธิปไตย. แต่พร้อมๆกัน ผมได้นับบางสิ่งบางอย่างเรียงตามลำดับ - มันขึ้นอยู่กับอะไรนิดๆหน่อยๆที่ว่า คุณได้ให้คำนิยาม"ประชาธิปไตย"ว่าอย่างไร, แต่มีบางอย่างในลำดับที่ 60-63 ประชาธิปไตยต่างๆในโลกซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนประมาณ 2.2 พันล้านคน, หรือประมาณ 40 เปอร์เซนต์ - มากกว่าจำนวนประชากร 40 เปอร์เซนต์ของโลกเล็กน้อย. และนั่นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 1790 มีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตย: นั่นคือ ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, และสวิสเซอร์แลนด์.&lt;br /&gt;ดังนั้น ความก้าวหน้าของการแผ่ขยายเกี่ยวกับประชาธิปไตย, ถ้าหากว่าคุณมองดูมันในช่วงเวลาที่ยาวนานเพียงพอ จริงๆแล้ว มันเป็นที่น่าสังเกตุมากเลยทีเดียว. และมันเป็นความก้าวหน้าซึ่งไม่ได้เป็นไปในลักษณะเส้นตรง หรือแบบแผนเดียวกัน เพราะมันมีการทวนกระแสที่ใหญ่โตมาก อย่างเช่นในทศวรรษที่ 1930s ภายใต้ผลกระทบของความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และการประทุขึ้นมาอย่างรุนแรงมาก ของลัทธิ fascism (ลัทธิชาตินิยมในอิตาลีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง). ประชาธิปไตยเป็นจำนวนมากได้ถูกโค่นล้มในยุโรปและที่อื่นๆ และอีกครั้งในทศวรรษที่ 1960s และ 1970s ในละตินอเมริกา. คุณจะเห็นว่ามีประเทศประชาธิปไตยเป็นอันมากที่ถูกทำให้ล้มคว่ำไป.&lt;br /&gt;แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ตารางแผนภูมิอันนี้แสดงก็คือ เรามีความโน้มเอียงที่จะสนใจช่วงระยะเวลาสั้นๆ เกี่ยวกับจุดสูงสุดและต่ำสุดที่เป็นแอ่งลึกลงไป, แต่ถ้าหากว่าเรามองดูมันในช่วงเวลาที่ยาวนาน กล่าวคือ มองดูมันใช่วง 200 - 300 ปีติดต่อกัน, มันชัดเจนมากว่า มันมีแนวโน้มกว้างๆอันหนึ่งที่หันไปทางรัฐบาลประชาธิปไตย.&lt;br /&gt;LAMB: มาถึงตรงนี้ อะไรคือสาเหตุของการทำให้เกิดสิ่งนั้นล่ะ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: อืม, อันที่จริงผมมีคำอธิบายที่แยกจากกันอยู่สองอย่าง ซึ่งผมได้เสนอเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้. คำอธิบายแรกซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเศรษฐศาสตร์ คือหากว่าคุณมองไปทั่วทั้งโลก มันมีความสัมพันธ์กันอย่างมากอันหนึ่ง ระหว่าง "ประชาธิปไตยที่มั่นคง" กับ "ความเจริญรุ่งเรืองในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในระดับสูงสุด". ดังนั้น ถ้าเผื่อว่าคุณดูไปที่ยุโรปตะวันตก, ญี่ปุ่น, อเมริกาเหนือ, พื้นที่เหล่านี้ทั้งหมดมีความก้าวหน้าสูงมาก, ทั้งทางด้านเทคโนโลยี, ประเทศต่างๆที่เป็นทุนนิยม, และประเทศเหล่านี้ก็มีประชาธิปไตยที่มั่นคงด้วย, ซึ่งอันนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า มันมีความเกี่ยวพันกันบางอย่าง ระหว่าง "ความสามารถของประเทศในการทำให้เป็นอุตสาหกรรมในหนทางที่ก้าวหน้า" กับ "ความสามารถของมันต่อความยั่งยืนเกี่ยวกับประชาธิปไตย".&lt;br /&gt;และผมคิดว่า คุณอาจจะมีคำอธิบายเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับมูลเหตุที่อยู่ก้นบึ้ง ของการเปลี่ยนผ่านเมื่อไม่นานมานี้มากมาย ต่อประชาธิปไตยในสเปนและโปรตุเกส และในหลายๆส่วนของละตินอเมริกา, แน่นอน ในสหภาพโซเวียต ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า มันมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ในฐานะประเทศหนึ่งที่เป็นอุตสาหกรรม, ซึ่งมันค่อยๆกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีการปรับเปลี่ยนในทางการศึกษาตามมา. คุณได้สร้างชนชั้นกลางขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้ได้ถูกยก และฝึกฝนให้รู้หนังสือ, เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวเหตุการณ์ของตนเอง.&lt;br /&gt;และในท้ายที่สุด, ผมคิด, ผู้คนเหล่านั้น สังคมที่เป็นชนชั้นกลางเช่นนั้น จึงเริ่มเรียกร้องการมีส่วนร่วมในทางประชาธิปไตยระดับหนึ่ง. และคุณสามารถจะพบเห็นมันได้ในหลายๆประเทศทั่วโลก. อย่างในเกาหลีใต้, เผด็จการทหาร ในที่สุด ก็ได้ถูกล้มล้างลงไปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s, นั่นคือการมาถึงช่วงปลายของยุคที่มันได้ดำเนินการผ่านมา โดยผ่านยุคอันน่าทึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ. มันพัฒนาขึ้นมาในช่วง 10-15 ปี หลังจากที่ญี่ปุ่น ในเทอมของการเปลี่ยนผันตัวเองไปสู่สังคมบริโภคสมัยใหม่. และผมคิดว่าในจุดนั้น, ผู้คนในเกาหลีใต้ เริ่มที่จะพูดกับตัวของพวกเขาเองว่า, "อืม, มันน่าหัวเราะที่ว่าพวกเรามีรัฐบาลทหารแบบนี้อยู่. พวกเราต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม และมีความเป็นประชาธิปไตยเหมือนกับประเทศ หรือโลกที่พัฒนาแล้วอื่นๆ". และนั่นก็คือกรณีต่างๆเกี่ยวกับอันนั้น.&lt;br /&gt;ข้างต้นนี้เป็นคำอธิบายที่ได้สร้างเสาหลักขึ้นมาต้นหนึ่ง, ในความหมาย เกี่ยวกับข้ออ้างเหตุผลของผม, แต่คำอธิบายอีกประเด็น ในทางที่เป็นปรัชญามากกว่า และค่อนข้างเข้าใจยากหน่อย. คือ เออ...คำอธิบายทางเศรษฐกิจเหล่านี้สำหรับประชาธิปไตย, ผมคิดว่า, ในท้ายที่สุด จริงๆแล้ว ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไรนัก เพราะในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ผู้คนมิได้ต้องการประชาธิปไตยสำหรับเหตุผลทางเศรษฐกิจต่างๆ. ผมหมายความว่า คุณสามารถที่จะมีสังคมที่เจริญรุ่งเรืองสูงมากโดยปราศจากเสรีภาพทางการเมืองมากๆได้. ผมหมายความว่า มันมีประเทศเป็นจำนวนมากในเอเชียที่เป็นอย่างนั้น เช่น สิงคโปร์ และประเทศไทย และประเทศอื่นๆอะไรทำนองนั้น&lt;br /&gt;และผมคิดว่า ถ้าหากว่าคุณมองลึกลงไปมากขึ้น เกี่ยวกับสิ่งที่ขับเคลื่อนสังคมต่างๆให้"ต้องการประชาธิปไตย", คุณมักจะจบลงที่มูลเหตุซึ่ง"ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเศรษฐกิจ", และด้วยเหตุผลอันนั้นในหนังสือเล่มนี้, ผมได้ย้อนกลับไปที่นักปรัชญาเยอรมันคือ Hegel มากกว่า Karl Marx เกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆทางเศรษฐกิจของเขาในเชิงประวัติศาสตร์.&lt;br /&gt;และเหตุผลสำหรับการหวนกลับไปถึง Hegel ก็คือว่า Hegel มีทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์, ทฤษฎีที่ว่า สังคมต่างๆของมนุษย์ก้าวหน้าและวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบขององค์กรที่สูงกว่าได้อย่างไร. มันได้รับการวางเอาไว้ มิได้อยู่บนเรื่องของเศรษฐศาสตร์ แต่ได้รับการวางอยู่บนสิ่งที่เขาเรียกว่า"การดิ้นรนต่อสู้เพื่อการยอมรับ"(struggle for recognition), นั่นต้องพูดว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย - อันนั้น พวกเราในฐานะของความเป็นมนุษย์ ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์ ด้วยเกียรติ-ศักดิ์ศรี และอิสรภาพของมนุษย์.&lt;br /&gt;และด้วยการแสวงหาอันนั้น เพื่อการยอมรับ, มันได้น้อมนำไปสู่ความสัมพันธ์ของนายและทาส. มันเป็นส่วนที่วางอยู่เบื้องหลังซึ่ง ในทางหนึ่ง, ในสะท้อนในเรื่องของศาสนาและกระบวนการต่างๆอย่างลัทธิชาตินิยม. แต่ในที่สุดนั้น - นั่นคือวิธีการในการอธิบายประชาธิปไตยด้วย. ที่ว่า ทำไมพวกเราจึงต้องการประชาธิปไตย. มันไม่ใช่ว่า ประชาธิปไตยจะมาสร้างความรุ่งเรืองทางทุนนิยมสำหรับเรา แต่มันเป็นระบบการเมืองซึ่ง, โดยการให้เรามีสิทธิส่วนบุคคล "ที่รับรองเกียรติ-ศักดิ์ศรีของเรา" ในฐานะที่เป็นมนุษย์, และอันนี้คือสาระสำคัญที่เป็นพลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังหรือก้นบึ้งการปฏิวัติประชาธิปไตย, ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นมาในยุโรปตะวันออก หรือในเอเชีย หรือในละตินอเมริกาก็ตาม.&lt;br /&gt;LAMB: เนื่องจากผู้ชมที่ดูเราอยู่ตอนนี้มีความรู้หลากหลาย คุณพอจะบอกกับผู้ชมได้ไหมครับว่า Hegel มีชีวิตอยู่ช่วงไหน ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: เขามีชีวิตอยู่ในช่วงต้นของคริสตศตวรรษที่ 19 และในท้ายที่สุดก็ขึ้นเป็นศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญาในเบอร์ลินในราวทศวรรษที่ 1820s. อันที่จริง ช่วงชีวิตของเขาสอดคล้องกับยุคของการปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามต่างๆของนโปเลียน.&lt;br /&gt;LAMB: การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นเมื่อใด ? ดูเหมือนว่าว่าคุณจะได้กล่าวถึงเอาไว้มากในหนังสือเล่มนี้ ทำไมมันถึงถูกนำมาพูดถึงมาก&lt;br /&gt;FUKUYAMA: การปฏิวัติฝรั่งเศส1789 - หรือมันเริ่มต้นขึ้นในปี 1789 และจวบจนสิ้นสุดใน Waterloo ในปี 1815. การที่ผมพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้มากก็เพราะ การปฏิวัติฝรั่งเศส สำหรับ Hegel แล้ว อันที่จริงมันเป็นตัวแทน - คือ มันเป็นการมาถึงของจุดจบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์, ดังที่ว่าไว้.&lt;br /&gt;มาถึงปัจจุบัน โดยการปฏิวัติฝรั่งเศส เราไม่ได้หมายความเพียงแค่เหตุการณ์ที่จำกัดเฉพาะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เท่านั้น, สิ่งที่เราหมายถึงคือ การปรากฎตัวขึ้นมาของสิ่งซึ่งเราเข้าใจ ในฐานะที่เป็น"เสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่" เพราะในการปฏิวัติฝรั่งเศส, ในท้ายที่สุด สิ่งที่มันกระทำก็คือ การปฏิวัติในหลักการที่เห็นด้วยกับ"เสรีภาพ"และ"ความเสมอภาค". มาตอนนี้ คุณอาจสับเปลี่ยนการปฏิวัติอเมริกันกับเรื่องอันนั้น เพราะ, ผมคิดว่าในความหมายเชิงอุดมคติดังกล่าว การปฏิวัติทั้งคู่มันมีลักษณะความหมายคุณค่าเท่าๆกัน. ผมหมายความว่า, มันเป็นการปฏิวัติทั้งคู่ ซึ่งได้สร้างสรรค์สิ่งที่ผมได้นิยามมาตั้งแต่ต้น ในฐานะที่เป็น"เสรีประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นระบบการเมืองอันหนึ่งที่วางอยู่บนพื้นฐานของอำนาจอธิปไตยของปวงชน โดยการประกันหรือรับรองเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลต่างๆ.&lt;br /&gt;และสำหรับ Hegel, การมาถึงของการปฏิวัติฝรั่งเศส ถือเป็นเหตุการณ์ที่มาก่อนหรือเป็นลางของการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ เพราะ มันหมายความว่า หลักการต่างๆเกี่ยวกับ"เสรีภาพ"และ"ความเสมอภาค" ซึ่งเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้รับการวางรากฐาน คือในท้ายที่สุด มันได้ถูกค้นพบและถูกทำให้สำเร็จผล เพียงในมุมเล็กๆมุมหนึ่งของยุโรป แต่ย้อนกลับไปถึงช่วงปลายของคริสตศตวรรษที่ 18. แต่อย่างน้อยที่สุด หลักการดังกล่าวก็ได้รับการสถาปนาขึ้นมา. และผมคิดว่าบรรดา Hegelians สมัยใหม่จะอ้างเหตุผลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใน 200 ปี นับจากการปฏิวัติฝรั่งเศสคือ การบรรลุถึงหลักการเหล่านั้นไปทั่วโลก. กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ, พวกเราไม่ได้ก้าวหน้าในในความหมายเบื้องต้นใดๆ นับจากการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นต้นมา.&lt;br /&gt;LAMB: ณ บางจุด, คุณตัดสินว่า คุณกำลังเขียนหนังสือเล่มนี้ และผูกมัดมันรายรอบบุคคลในประวัติศาสตร์และปรัชญามากมาย, อย่างบรรดาบุคคลในประวัติศาสตร์: Kant, Hegel, Plato, Aristotle, Nietzsche, Hobbes, Locke. สำหรับคนบางคนอย่างเช่นผมเป็นต้น, ผมกำลังตะเกียกตะกายกลับไปยังวันเวลาเก่าๆ เมื่อผมเริ่มอ่านเนื้อหาสาระอันนี้โดยตลอดเป็นครั้งแรก. ทำไมคุณจึงตัดสินใจกระทำอย่างนั้น และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นใคร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: เหตุผลที่ผมได้ตัดสินใจทำเช่นนั้นก็คือ มันเป็นการเริ่มต้นทั้งหมด, โดยความเป็นโลกที่แท้จริง. ผมหมายความว่า เรามีเหตุการณ์ที่น่าทึ่งเหล่านี้ ซึ่งเรากำลังดำรงชีวิตยอยู่โดยผ่านช่วงเวลาระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีให้หลังมานี้เท่านั้น: เช่น การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสม์. แต่ก่อนหน้านั้น, คุณมีเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิวัติประชาธิปไตยในละตินอเมริกา, ในยุโรปตอนใต้, และอื่นๆ. และมันได้ยกคำถามเบื้องต้นบางประการขึ้นมา เกี่ยวกับ, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทิศทางของประวัติศาสตร์ หรือไม่ว่าเรื่องของกระบวนการที่ใหญ่กว่าบางอย่าง... ด้วยเหตุผลบางประการ หนังสือพิมพ์ต่างๆในทุกวันนี้ ได้ทำให้มันหายไป ในการวิจารณ์และแสดงความคิดเห็นวันต่อวันของสิ่งพิมพเหล่านั้น&lt;br /&gt;และปรากฎว่า คำถามเหล่านี้ได้ถูกนำขึ้นมากล่าวแล้วทั้งหมดในอดีต, และมันได้รับการพูดถึงโดยบรรดานักคิดที่ยิ่งใหญ่หรือคนที่มีหัวใจอันใหญ่ยิ่งของอดีต. และนักปรัชญาคนหนึ่ง อย่าง Hegel ได้คิดถึงเรื่องเกี่ยวกับ"คำถามทางประวัติศาสตร์ไ. ผมหมายถึง, เขาได้คิดเกี่ยวกับคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ"ความก้าวหน้า", ไม่ว่าเราจะมองเห็นสังคมมนุษย์ที่วิวัฒนาการผ่านขั้นตอนต่างๆมาหรือไม่ก็ตาม. และด้วยเหตุผลอันนั้น ผมคิดว่า ถึงตอนนี้ในปี 1992 มันเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะย้อนกลับไปสู่นักปรัชญาที่ตายแล้วคนหนึ่ง เมื่อ 200 ปีมาแล้ว เพราะเขาเป็นคนๆหนึ่งที่ ซึ่งจริงๆแล้ว ได้ตั้งคำถามที่แหลมคมที่สุด และได้จัดหาคำตอบอันหนึ่งเอาไว้ให้กับมัน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;LAMB: คุณต้องปรับตัวคุณเองใหม่ไหม เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาพูดทั้งหมด หรือว่าคุณกลืนกินมันทั้งหมดอย่างนั้น ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: แน่นอน, ในแนวทางการเขียนหนังสือ ผมต้องกลับไปที่ต้นฉบับเดิม. จำนวนมากของงานต้นฉบับ จริงๆแล้ว ผมไม่ได้อ่านเมื่อตอนที่ผมเรียนปริญญาตรี. ตอนผมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีอยู่นั้น ผมสนใจปรัชญาการเมืองมาก และบุคคลเหล่านี้คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆสำหรับผมในหลายๆทาง. และด้วยเหตุนี้ผมจึงอยู่กับพวกเขาในความรู้สึกหนึ่ง ในช่วงปีเหล่านั้นทั้งหมด ที่ผมกำลังทำการปรับทิศทางทางการเมืองวันต่อวัน และสิ่งต่างๆที่ทำอยู่ที่นี่ในวอชิงตัน.&lt;br /&gt;แต่จริงๆแล้ว, หนึ่งในความพึงพอใจของการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ โอกาสที่ได้ย้อนกลับไปอ่านงานของนักปรัชญาการเมืองเหล่านี้บางคนใหม่อีกครั้ง และอันที่จริง ผมได้อ่านหนังสือจำนวนมากที่ไม่เคยได้อ่านมาก่อน และเรียนรู้จริงๆจังๆถึงบางสิ่งบางอย่างในกระบวนการดังกล่าว&lt;br /&gt;LAMB: นอกจาก Hegel แล้ว, มีใครอีกบ้างในรายชื่อที่ผมว่ามาเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งเป็นที่สนใจของคุณมากๆ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมคิดว่าบุคคลที่สูงตระหง่านและโดดเด่นคนอื่นๆ ซึ่งจริงๆแล้ว มีความสำคัญมากๆก็คือ นักปรัชญาเยอรมัน Friedrich Nietzsche, และด้วยบุคคลคนนี้ จึงได้มาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อหนังสือ, "The Last Man," เพราะเขา, ในความรู้สึกของผม, เป็นนักปรัชญาที่ถกว่า, ใช่, มันเป็นความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์, แต่บางที มันไม่ได้น้อมนำไปสู่ความสุขของมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด, มันกลับนำพาเราไปสู่ความหายนะทั้งมวล. และในหนทางหนึ่ง, หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ, คุณอาจจะบอกว่า, การสนทนากันอันหนึ่งระหว่างนักปรัชญาทั้งสองคนนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับว่า, เราควรที่จะประเมินความดีกันอย่างไร และ ลักษณะของความพึงพอใจต่อสังคมของเรา ณ จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร ?&lt;br /&gt;LAMB: แล้วปรัชญาทางการเมืองของตัวคุณเอง ณ ขั้นตอนนี้เป็นอย่างไร ? คุณเรียกตัวคุณเองว่าอะไร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมเรียกตัวเองว่า"เสรีนิยม"ในความหมายแบบคลาสสิค. นั่นคือ ผมเชื่อในเสรีประชาธิปไตย. ผมเชื่อมั่นมากในความต้องการสำหรับมนุษย์ที่จะปกครองตัวของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติต่างๆของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ. ในการเมืองร่วมสมัยอเมริกัน ในความหมายหนึ่ง, พวกเราทั้งหมดคือ"เสรีประชาธิปไตย" แต่ผมอยากจะกล่าวว่า ผมชื่นชอบความหมายที่เข้มงวดอันหนึ่งเกี่ยวกับว่า, "อำนาจของรัฐนั้น ควรที่จะถูกจำกัดทั้งทางด้านรัฐศาสตร์และในด้านเศรษฐศาสตร์."&lt;br /&gt;LAMB: ในกิติกรรมประกาศ หรือคำขอบคุณของหนังสือ คุณได้กล่าวถึงผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผู้อ่านอาจรู้จัก และผมขอนำรายชื่อพวกเขาขึ้นมาถามคุณ ถ้าเผื่อว่ามันเป็นสายใยอันหนึ่งทางปรัชญาในที่นี้: อย่างเช่น Allan Bloom, จาก Chicago, John M.Olin - John M. Olin ณ ศูนย์ค้นคว้าทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการประชาธิปไตย ณ มหาวิทยาลัยชิคาโก. คุณรู้ว่า Olin เป็นใครใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: เขาเป็นคนที่ใจบุญสุนทานคนหนึ่ง, และชื่อนี้เป็นชื่อมูลนิธิ ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นมาในนามของเขา ที่ให้ทุนกับศูนย์ฯเพื่อการศึกษาดังกล่าว - โดยสาระแล้ว, มันเป็นความสัมพันธ์กันระหว่างปรัชญาการเมือง กับ การเมืองโลกที่แท้จริง ณ มหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งศาสตราจารย์ Bloom ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอยู่.&lt;br /&gt;LAMB: คุณยังได้แสดงความขอบคุณ Owen Harries, ซึ่งเป็นบรรณาธิการนิตยสาร The National Interest. ใครคือเจ้าของ The National Interest ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: นิตยสาร The National Interest เป็นหนังสือนิตยสารที่เล็กมาก ซึ่งได้อุทิศตัวหรือความสนใจให้กับนโยบายทางด้านการต่างประเทศ, และนิตยสารฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ขึ้นมาโดย Irving Kristol. มันคือนิตยสารที่เป็นสหายคู่หูกันสองฉบับ คือ: The Public Interest กับ The National Interest. สำหรับ The Public Interest จะเกี่ยวกับเรื่องราวคำถามทางด้านนโยบายประชาธิปไตย, ส่วน The National Interest จะสนใจเกี่ยวกับนโยบายทางด้านต่างประเทศ.&lt;br /&gt;LAMB: และคุณจะอธิบายปรัชญาของ Irving Kristol ว่าอย่างไร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: หากจะให้พูดถึงเขา ผมคิดว่า โดยทั่วไปแล้ว เขาเป็นคนที่มีความคิด อย่างที่เรียกกันว่า อนุรักษ์นิยมใหม่ หรือ neo-conservative, นั่นคือ ใครบางคนซึ่งเป็นนักอนุรักษ์นิยม, ในความหมายหนึ่ง ผมคิดว่า ส่วนใหญ่แล้ว สำหรับเหตุผลต่างๆเกี่ยวกับนโยบายทางด้านต่างประเทศ คนพวกนี้จะมีแนวทางแบบปีทศวรรษที่ 60s และ 70s. และส่วนมากนั้นคือภาพของ The National Interest ด้วยเช่นกัน.&lt;br /&gt;LAMB: คุณยังกล่าวว่า "ที่สำคัญที่สุดของบุคคลเหล่านี้คือ Abram Shulsky ผู้ซึ่งผู้อ่านจะพบว่า ไอเดียความคิด และความเข้าใจอย่างชัดแจ้งของเขาส่วนมาก ได้บันทึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้". เหล่านี้คือผู้คนที่คุณได้สนทนาด้วย. ใครคือ Abram Shulsky ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: เขาเป็นนักศึกษาคนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับผม, ของ Allan Bloom ย้อนกลับไปที่ Cornell และต่อมา เขาก็ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชิคาโก และเขาเป็นเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ผู้ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่ US Government ในกรุงวอชิงตัน. แต่ในความหมายหนึ่ง, มีพวกเราน้อยคนมากมาอยู่ที่วอชิงตันนี่ ซึ่งมีเบื้องหลังชีวิตอย่างเดียวกันนี้ร่วมกัน ที่ซึ่งเราได้ถูกนำเข้ามาเกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาต่างๆในเชิงนโยบายที่สำคัญมากๆในการอ้างอิงของเรา. ผมหมายความว่า, นั่นคืองานที่เราเกี่ยวข้อง, แต่เรามีเบื้องหลังอันหนึ่งในทางปรัชญาการเมือง และเราคิดว่า ประเด็นปัญหาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเราต้องการ - มันเป็นสิ่งที่ดีมากซึ่งจะมีกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มหนึ่งในความหมายนี้ เพราะว่า คุณมีคนที่คุณสามารถตอบสนองสิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับไอเดียทางปรัชญาต่างๆได้.&lt;br /&gt;LAMB: และใครคือกลุ่มเป้าหมายของหนังสือคุณที่ตั้งใจจะให้อ่าน ? และคนที่อ่านควรมีระดับความเข้าใจแค่ไหน ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: นั่นคือสิ่งที่ยากมากในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะว่าในด้านหนึ่งนั้น, ผมต้องการที่จะเขียนและพูดถึงประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ยากมาก - ผมหมายความถึง การตั้งคำถาม, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์สากล; ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่มีทิศทางอันหนึ่ง; ไม่ว่าเราจะกล่าวถึงสิ่งๆหนึ่ง อย่างเช่น การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์, แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น, ผมก็ต้องการที่จะทำหนังสือเล่มนี้ให้เข้าใจได้ง่ายสำหรับผู้อ่านทั่วๆไป ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างๆ, และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะทางด้านปรัชญาหรือรัฐศาสตร์ และในหัวข้อใดๆที่ผมเขียนคลุมถึงและอื่นๆ&lt;br /&gt;ในทางหนึ่ง, ผมค่อนข้างมีความรู้สึกทางใจเกี่ยวกับผู้อ่านของผม ซึ่งในด้านหนึ่งนั้น พวกเขาคือผู้อ่านทั่วๆไป, แต่ในอีกด้าน ผมรู้ว่า ผู้อ่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Hegel มีอยู่เป็นทิวแถว, และบรรดาผู้เชี่ยวชาญในทฤษฎีพัฒนาการ และบรรดานักเศรษฐสาสตร์ รวมไปถึงพวกนักสังคมวิทยา ซึ่งจะคอยติดตามงานของผมด้วยการวิเคระห์ลงไปในรายละเอียด ในส่วนต่างๆของหนังสือเล่มนี้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นด้วย. ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมากในการทำงานชิ้นนี้.&lt;br /&gt;ผมคิดว่า หนึ่งในวิธีการที่ผมพยายามเกี่ยวข้องด้วย ก็คือ โดยการใส่แก่นแกนหรือสาระสำคัญลงไปให้สำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างๆในส่วนที่เป็นเชิงอรรถ เพื่อว่าบรรดาผู้อ่านทั่วๆไปจะได้ไม่ต้องรู้สึกรำคาญ หรือเป็นการรบกวนกับการอ้างอิง และข้อโต้แย้งในเชิงตรงข้ามที่ซับซ้อน หรืออะไรประเภทนั้น. ด้วยเหตุนี้มัน จึงเป็นอุปกรณ์อันหนึ่งที่ใหญ่มาก เท่าที่มันได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย, แต่อย่างไรก็ตาม ผมพยายามที่จะใส่ข้อถกเถียงหรือคำโต้แย้งกว้างๆลงไป ซึ่งค่อนข้างเข้าใจได้โดยทั่วไปเอาไว้ในหนังสือ.&lt;br /&gt;LAMB: ขอถามคุณหน่อย, อันนี้เป็นเรื่องที่อยู่นอกกฎเกณฑ์ทั่วๆไป, คือ Paul Johnson ได้วิพากษ์วิจารณ์งานคุณ, คุณรู้จักเขาไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ไม่รู้จัก, ผมไม่รู้จักหนังสือหรือเคยอ่านงานต่างๆของเขา และก็ไม่รู้จักเขาเป็นส่วนตัวด้วย&lt;br /&gt;LAMB: เอาล่ะ ผมจำได้ว่าได้อ่าน the Broder-Woodward series เกี่ยวกับรองประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีพูดว่า หนังสือซึ่งเขาใช้เวลาอ่านส่วนใหญ่ก็คือเรื่อง "Modern Times" ของ Paul Johnson. Paul Johnson ได้วิจารณ์คุณ; รองประธานาธิบดีอ่านหนังสือของเขา. มันมีปรัชญาที่ Paul Johnson เสนอ ซึ่งพวกเราควรจะรู้ใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ไม่หรอก. ผมไม่คิดว่าอย่างนั้น. ผมต้องขอกล่าวว่า, ผมหมายถึง, นับจากที่บทความของผมได้รับการตีพิมพ์ออกมา, มันเกือบจะต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์จากทุกๆคน; ผมเข้าใจว่าคนบางคนโดยพื้นฐานแล้ว คิดว่า จะเข้าใจผิดแน่, แต่มันไม่มีอคติทางการเมืองโดยเฉพาะต่อการวิจารณ์, กล่าวคือ, บรรดานักอนุรักษ์นิยม, และพวกเสรีนิยม และผู้คนในศูนย์กลางจะจับประเด็นปัญหาด้วยแง่มุมที่แตกต่างเกี่ยวกับมัน.&lt;br /&gt;กลับไปยังบทความต้นฉบับ, ผมคิดว่า บรรดานักอนุรักษ์นิยมมีความโน้มเอียงที่จะกล่าวว่า, "คุณไม่ควรที่จะประกาศความพ่ายแพ้ของลัทธิคอมมิวนิสม์ก่อนเวลาอันสมควร, เพราะพวกเขายังคงมีพลังอำนาจในโลกอยู่", และอะไรทำนองนั้น. ส่วนบรรดานักเสรีนิยม, หรือผู้คนที่เป็นพวกฝ่ายก้าวหน้ามีแนวโน้มที่จะพูดว่า "อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะที่จะแสดงความยินดีกับตัวเองเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา หรือเสรีประชาธิปไตย, หรือเกี่ยวกับตะวันตกโดยทั่วๆไป และอันที่จริง มันไม่ใช่สังคมที่สมบูรณ์แบบแต่อย่างใด, และ พวกเรามีปัญหามากมาย และอะไรพวกนั้นเยอะแยะไปหมด".&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะตีความไปก่อน, ข้อเท็จจริงซึ่ง รองประธานาธิบดีกำลังอ่านงานของใครบางคน อย่างเช่น Paul Johnson และได้วาดข้อสรุปที่แตกต่างออกมา เพราะว่า มันคือทั้งหมดของจุดยืนทางการเมืองต่างๆ ซึ่งคุณสามารถเข้าถึงมันได้.&lt;br /&gt;LAMB: คนบางคนที่เหมือนกับคุณ ผู้ซึ่งชุ่มโชกอยู่กับรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ นั่งหลังพิงอย่างสบายอารมณ์และจ้องมองโลกที่ดำเนินไปโดยกล่าวว่า "นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดที่ถูกเขียนขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องราวเมื่อ 212 ปีมาแล้ว และผมจำได้ว่า มันอยู่ที่ไหน และมันไม่มีอะไรใหม่ในโลกใบนี้ ใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมปรารถนาที่จะสามารถกล่าวได้อย่างนั้น, แต่เส้นทางของเหตุการณ์ของโลกที่ดำเนินมา มันน่าทึ่งมากจริงๆ และทั้งหมดนั้นไม่สามารถคาดทำนายได้ล่วงหน้าในช่วง 5-10 ปีให้หลังมานี้. ถ้าหากว่าคุณถามผมเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งผมกำลังเรียนและฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญแบบมืออาชีพในสาขาผู้รู้เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต(Sovietologist) หรือผู้ชำนาญการในส่วนนั้นของโลกว่า, มันเป็นไปได้ที่ลัทธิคอมมิวนิสม์จะล้มคว่ำลงในช่วงปี ค.ศ.1992 ใช่ไหม ?, ซึ่งไม่เพียงแต่ลัทธิคอมมิวนิสม์ แต่ตัวของสหภาพโซเวียตเองด้วย", ผมคงจะกล่าวว่า, "มันน่าขัน และเหลวไหลสิ้นดี, มันเป็นตัวแทนของพัฒนาการที่จะเจริญงอกงามต่อไปได้, มันถูกต้องชอบธรรมในแบบของตัวเอง, มันเป็นรูปแบบซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของรัฐบาล. มันมีความเข้มแข็งภายในมาก, และผมคาดหวังว่า มันคงจะอยู่รอดตลอดช่วงชีวิตของผม"&lt;br /&gt;โดยส่วนใหญ่ ผมคิดว่าทุกๆคนก็จะต้องว่าอย่างนั้น. แต่นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับโลกปัจจุบันนี้ กล่าวคือ ทั้งหมดของการพัฒนาเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่มีใครเลยจริงๆที่จะสามารถคาดหรือทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เลยจริงๆ. และผลที่ตามมา การเมืองโลกจึงเอียงออกไปในทิศทางใหม่ต่างๆ. ผมหมายความว่า, มาถึงทุกวันนี้ ในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก, คุณกำลังเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง หรือ "geopolitics" ซึ่งหมายความถึง"ผลของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่มีต่ออำนาจของรัฐ" และผมไม่คิดว่าใครสามารถที่จะทำนายได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่ปลายทางนั้นๆได้จริงๆ&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้เขียนเรื่องบางอย่างเอาไว้มากที่เรียกว่า การดิ้นรนต่อสู้เพื่อการยอมรับ(struggle for recognition), อันนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ใช่ครับ, การต่อสู่เพื่อการยอมรับ คือ ในทัศนะของผม มันเป็นเครื่องจักรหรือมอเตอร์ที่ขับเคลื่อนกระบวนการอันนี้ของประวัติศาสตร์มนุษย์, และมันเป็นแนวความคิดอันหนึ่งที่มาจาก Hegel. แต่ผมไม่คิดว่าว่า จริงๆแล้ว คุณต้องการที่จะอ่าน Hegel เพื่อจะทำความเข้าใจ, เพราะมันเป็นเรื่องซ้ำซากธรรมดา ไม่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้. นั่นคือ ผมต้องการที่จะกล่าวว่า มนุษย์ทุกคนต้องการได้รับการยอมรับ. คือ พวกเขาต้องการให้คนอื่นๆยอมรับถึงคุณค่า หรือความดี หรือเกียรติ-ศักดิ์ศรี และอิสรภาพของพวกเขา.&lt;br /&gt;และด้วยเหตุดังนั้น นักปรัชญาอย่าง Hegel, ประวัติศาสตร์จึงได้เริ่มต้นขึ้น เนื่องจากการต่อสู้กัน มันเริ่มต้นขึ้นมาด้วยการสู้รบ, ความขัดแย้งกันที่เหนือกว่าการยอมรับ, ที่ที่ในความหมายหนึ่ง, มันคล้ายกับว่า มนุษย์ถ้ำคนหนึ่งซึ่งตื่นขึ้นมาและพูดกับมนุษย์ถ้ำอีกคนว่า, "ฉันต้องการให้แกยอมรับฉัน, นั่นคือ ยอมรับว่าฉันยิ่งใหญ่กว่าแก, ฉันเป็นเจ้านายแก และเป็นคนที่สามารถบังคับแกได้", และพวกเขาก็ต่อสู้กันด้วยเรื่องอันนี้. ตามความคิดของ Hegel, ผลลัพธ์ของอันนั้นก็คือ ความสัมพันธ์กันอันหนึ่งระหว่าง"นาย"กับ"ทาส" เพราะว่า หนึ่งในผู้คนเหล่านี้ในช่วงยุคต้นๆ "ยอมแพ้", และอีกคนหนึ่งเป็น"ผู้ชนะ" และด้วยเหตุนี้ คุณจึงมีความสัมพันธ์อย่างไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้น ของ"เจ้านาย"ในฟากหนึ่ง, และ"ทาส"ในอีกฟากหนึ่ง ที่เติบโตขึ้นมา.&lt;br /&gt;ทว่าทั้งหมดเกี่ยวกับปรากฎการณ์หลักๆของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ สามารถถูกทำความเข้าใจได้ในทิศทางอันนั้น ในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการยอมรับ. ผมหมายความว่า, พวกเราทั้งหมดต้องการการยอมรับเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเราเอง. ยกตัวอย่างเช่น บางสิ่งบางอย่าง เช่น ลัทธิชาตินิยมร่วมสมัย มันมิได้ถูกขับเคลื่อนโดยแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจใดๆ, แต่มันถูกขับเคลื่อนโดยความปรารถนาในทางชาตินิยมที่ว่า เชื้อชาติของเขา, กลุ่มของเขา, ลักษณะความเป็นชนกลุ่มน้อยของเขา, อะรไก็ตามที่เป็นอยู่, ซึ่งจะต้องได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นชนชาติหนึ่งในท่ามกลางชนชาติต่างๆ.&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างเช่น ลิธัวเนีย คุณเพิ่งจะเห็นตัวอย่างที่ชัดแจ้งเมื่อเร็วๆนี้ ที่ว่าชาวลิธัวเนี่ยนไม่ได้ต้องการความมั่งคั่งมากขึ้น - ข้อเท็จจริงก็คือ การต่อสู้ดิ้นรนของพวกเขาเพื่อความเป็นอิสระของชาติ ซึ่งต้องใช้ต้นทุนเกี่ยวกับความมั่งคั่งและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของพวกเขาไปเป็นจำนวนมาก. สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับเกี่ยวกับสถานะของพวกเขาในฐานะความเสมอภาค ท่ามกลางชาติอื่นๆ. และมันเป็นพลังอำนาจที่สุดขั้วอันหนึ่ง.&lt;br /&gt;ผมหมายความว่า, คุณสามารถเห็นว่า มันกำลังมีการแบ่งแยกผู้คนออกมาจากยูโกสลาเวียในทุกวันนี้, ซึ่งชาว Croats และชาว Serbs ในพื้นที่เหล่านั้น ต้องการการยอมรับสำหรับพวกเขาเอง. และในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าคุณสามารถที่จะเห็นว่าในคริสตศตวรรษที่ 20 จำนวนมาก, สงครามต่างๆเกี่ยวกับเรื่องชนชาติเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไปในฐานะหนึ่ง, เพื่อแสดงให้ปรากฎเกี่ยวกับความปรารถนาขั้นพื้นฐานเพื่อการยอมรับ - เพื่อการยอมรับในความเป็นมนุษย์. และด้วยเหตุนี้ มันจึงยืนอยู่ ณ แกนแห่งสิ่งซึ่งเป็นความชั่วร้ายและความอยุติธรรมมากมาย และน้อมนำไปสู่ความรุนแรงในโลกของเรา. ศาสนา, ในความหมายหนึ่ง, สามารถที่จะถูกทำความเข้าใจในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการยอมรับ เพราะผู้ที่เชื่อในศาสนา ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับพระเจ้าของเขา รูปบูชาของเขา และรวมไปถึงพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของเขาด้วย...&lt;br /&gt;LAMB: ที่คุณพุดนี่ หมายความว่า ทุกๆคนต่างต้องการการถูกยอมรับใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมคิดว่านั่นคือข้อโต้เถียงซึ่งมันอยู่ ณ จุดแกนกลางแห่งมนุษยชาติของเรา, ซึ่งในความหมายหนึ่ง, นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรา ในฐานะมนุษย์ มีแง่มุมมากมายเกินกว่าแง่มุมอื่นๆ. และสำหรับตัวอย่าง, เรามีด้านที่เป็นสัตว์ เราทั้งหมดต้องการ - คือ เราต้องการกิน, เราต้องการนอน, เราต้องการสืบพันธุ์, เราต้องการอะไรมากมายที่เกี่ยวกับด้านชีววิทยา, แต่สิ่งซึ่งทำให้เรา ที่เป็นมนุษย์ที่มีลักษณะเฉพาะก็คือ ความปรารถนาของเราที่จะถูกยอมรับโดยคนอื่นๆ และอันนี้คือสิ่งซึ่งน้อมนำเราไปสู่ชีวิตทางการเมืองในท้ายที่สุด, เพราะ การเมือง จริงๆแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยอมรับ. มันเป็นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการยอมรับ.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้เขียนข้อความสั้นๆเกี่ยวกับ การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ และผมจะอ่านมันนิดหนึ่ง. "การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ หมายความถึงการสิ้นสุดของสงครามและการปฏิวัตินองเลือดต่างๆ. การยอมรับในการสิ้นสุด, ผู้คนไม่มีสาเหตุที่ใหญ่โตใดๆที่จะต่อสู้กันอีก. พวกเขาจะพึงพอใจในความต้องการต่างๆของพวกเขา โดยผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ, และพวกเขาไม่ต้องสุ่มเสี่ยงเรื่องของความเป็นอยู่ของพวกเขาอีกต่อไปแล้วกับสงคราม. ในอีกคำพูดหนึ่ง พวกเขากลายเป็นสัตว์อีกครั้ง ดังที่พวกเขาเคยเป็นมาก่อนมีสงครามอันนองเลือดซึ่งเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์. สุนัขตัวหนึ่งพึงพอใจที่จะนอนตากแดดทั้งวัน เพื่อรอรับการป้อนอาหาร, เพราะมันไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่มันเป็นอยู่. มันไม่รู้สึกกังวลที่สุนัขตัวอื่นๆกำลังทำอะไรที่ดีกว่าที่มันทำ, หรือการที่มันเป็นสุนัขตัวหนึ่งที่ถูกทำให้อยู่เฉยๆ ในขณะที่สุนัขตัวอื่นๆกำลังถูกกดขี่ในส่วนต่างๆของโลกที่อยู่ไกลออกไป. ถ้าหากว่ามนุษย์ได้มาถึงซึ่งสังคมหนึ่งที่เขาประสบความสำเร็จในการล้มล้างความอยุติธรรม ชีวิตของเขาก็คล้ายคลึงกับสุนัข".&lt;br /&gt;ในท้ายสุด, "และแล้ว ชีวิตมนุษย์จึงไปเกี่ยวพันกับความผกผันต่อความรู้สึกทั่วๆไปที่ประหลาดๆ(paradox). มันดูเหมือนต้องการความอยุติธรรม, เพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าให้เกิดอะไรที่เป็นสิ่งที่สูงสุดในมนุษย์".&lt;br /&gt;FUKUYAMA : ใช่ ถูกต้อง. นั่นคือลักษณะที่ผกผันกับความรู้สึกทั่วๆไป(paradox)เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ เพราะในความหมายหนึ่ง ถ้าเราสามารถบรรลุถึงสิ่งที่เราทุกคนต้องการ, สังคมที่ยุติธรรมอย่างสมบูรณ์ ที่ที่คนทุกคนได้รับการยอมรับ และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ซึ่งมันเป็นความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุอันยิ่งใหญ่, ในหนทางหนึ่ง, มันก็จะปล้นชิงด้านหนึ่งของชีวิตที่สำคัญมากของเราไป ซึ่งมันเป็นด้านที่ต้องการจะต่อสู้ ด้านที่ต้องการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ต่างๆ, ด้านที่ต้องการกระทำ และดำรงอยู่ และตายเพื่ออุดมคติต่างๆ เพื่อเป้าหมายที่สูงกว่า หรือบางครั้ง ต้องการความยุติธรรมที่อยู่เหนือขึ้นไป ความพึงพอใจในเรือนร่าง และเกี่ยวกับความต้องการของมัน และอะไรพวกนั้น. ด้วยเหตุนี้ ผมคิดว่า นั่นเป็นความผกผันกับความรู้สึกทั่วๆไปที่สำคัญเกี่ยวกับการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์, หรือชีวิตที่ดี, สังคมที่ดี ณ จุดจบของประวัติศาสตร์, ซึ่งโดยความสำเร็จมากๆของมัน ได้ปล้นชิงอะไรบางอย่างของมนุษย์ ซึ่งสำคัญมากสำหรับตัวเขาไป.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้ตรวจสอบตัวของคุณเองในฐานะที่ - ผมหมายความว่า, คุณได้พูดถึงมนุษย์ในลักษณะนี้ และคุณก็ดำเนินภารกิจของคุณไป, คุณพูดว่า "ผมเหมาะกับอันนั้น ใช่ไหม ? ผมหมายความว่า อะไรคือความต้องการของคุณที่จะได้รับการยอมรับ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ใช่ผมพูดว่า ผมเป็นคนที่เหมาะกับอย่างนั้น. ดังที่ผมพูด, มันเป็นสากล และแน่นอน ได้นำมาประยุกต์ใช้กับตัวผมเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ. ปัจจุบัน ผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อการยอมรับโดยการทำสงคราม, การทำสงครามที่รุนแรงต่างๆทางตัวหนังสือ. ผมหมายความว่า เราต่างอยู่กัน ณ ขั้นตอนที่แตกต่างทางอารยธรรม แต่คุณสามารถที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งนั้นได้ตลอด.&lt;br /&gt;ผมหมายถึง, คุณสามารถต่อสู้ที่จะเขียนหนังสือที่จริงจังที่สุดขึ้นมาเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการเมืองและปรัชญา - การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการยอมรับ ผมคิดว่ามันแผ่ซ่านไปทุกขุมขน, และสิ่งนี้ทำให้มันมีความสำคัญขึ้นมา อันที่จริง มันเป็นพื้นฐานไม่ว่าจะเรื่องใดๆเกี่ยวกับความเป็นเลิศของมนุษย์. กล่าวคือ, คุณไม่มีทางที่จะเป็นนักเปียโนที่ยิ่งใหญ่ได้ หรือเป็นนักร้องโอเปร่าชื่อเสียงโด่งดังได้ เว้นแต่ว่า ในความรู้สึกบางอย่าง คุณต้องการได้รับการยอมรับว่าเป็นคนๆนั้น. จริงๆแล้ว นั่นเป็นแรงกระตุ้นที่อยู่ข้างใต้ที่ขับเคลื่อนผู้คน ในการใช้เวลาที่มีทั้งหมดเพื่อฝึกฝนตัวของพวกเขาเอง และลองทำสิ่งต่างๆที่ยากมากๆ.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้เขียนบทความซึ่งเป็นต้นฉบับเดิมขึ้นมา ที่ทำให้ทุกๆคนสนใจเมื่อสองปีก่อน, คุณชอบมันไหม ? คุณชอบปฏิกริยาอันนั้นไหม ? ผมหมายความว่า, ในที่นี้ คุณกำลังได้รับการยอมรับสำหรับความสามารถพิเศษต่างๆของคุณ.&lt;br /&gt;FUKUYAMA: แน่นอน. นั่นได้นำไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องคุณสมบัติของการยอมรับ, เพราะว่าคุณอาจได้รับการยอมรับสำหรับสิ่งๆนั้น. ผมหมายถึง คุณสามารถที่จะได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นดาราดวงเด่นที่มีคนนิยม หรือคุณอาจได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นนักฆ่าต่อเนื่อง(serial killer)ที่ยิ่งใหญ่ในอเมริกาเหนือ. ผมหมายความว่า, มันคือทั้งหมดของรูปแบบเกี่ยวกับการยอมรับ, และในตอนจบ คุณจะต้องตั้งคำถามว่า นั่นคือรูปแบบบางอย่างของการยอมรับ ที่ได้สร้างความพออกพอใจอย่างถาวรมากกว่า หรือความพึงพอใจมากกว่าการยอมรับในด้านอื่นๆใช่ไหม ? และผมคิดว่า แน่นอน มันสร้างความปลื้มปิติที่ได้มีการยอมรับในหนังสือพิมพ์ที่มีคนนิยมอ่าน หรือโดยสื่อมวลชนแขนงต่างๆ, หรือได้ไปออกทีวี, อะไรพวกนั้น.&lt;br /&gt;แต่อันที่จริง รูปแบบที่สูงขึ้นไปกว่าอันหนึ่งของการยอมรับ ซึ่งมาจากการยอมรับโดยผู้คนทั้งหลาย จริงๆแล้ว คือผู้คนเหล่านั้นเข้าใจข้อถกเถียงของคุณ, ซึ่งสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับมันได้, ซึ่งสามารถที่จะซาบซึ้งในความแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆของสีสันและโครงสร้างได้โดยตลอด, และในรายละเอียดต่างๆของสิ่งๆนั้น, ผมคิดว่า จริงๆแล้ว นั่นคือรูปแบบของการยอมรับ นั่นคือ ถ้าหากว่าคุณกำลังเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง อย่างที่ผมเขียน ผมหมายความว่า นั่นจะเป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากว่ามันจะได้รับการยอมรับเพียงประเดี๋ยวประด๋าว, เป็นการยอมรับตามแฟชั่นวัฒนธรรม หรือ pop-culture, หรือการยอมรับจากสื่อเพียงชั่วคราว.&lt;br /&gt;LAMB: คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับปฏิกริยาของบรรดานักวิจารณ์และหนังสือพิมพ์ และคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ในช่วงเวลานี้ มันยังเร็วเกินไปที่จะกล่าว. อย่างน้อยที่สุดสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขก็คือ มันมีการยอมรับอันหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกำลังพยายามที่จะทำ ไม่ใช่ปรับปรุงข้อถกเถียงต่างๆจากเมื่อสองปีก่อน - แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆแล้ว มันได้ระบาดออกไปทั่วโลก และอะไรทำนองนั้น - เพราะ ในบางขอบเขต นั่นมันเป็นข้อถกเถียงเก่าๆอันหนึ่ง, แต่ได้ขยับขับเคลื่อนการสนทนาไปสู่คำถามเกี่ยวกับ อะไรคือความหมายของ"ประชาธิปไตยของเราในทุกวันนี้". ผมหมายความว่า คุณควรจะมีความสุขกับมันใช่ไหม ? และอะไรคือเหตุผลที่เราปรารถนาหรือต้องการ"ประชาธิปไตย" ? และเพื่อเคลื่อนไปสู่คำถาม อย่าง การต่อสู้ดิ้นรนต่างๆเพื่อการยอมรับ. นั่นคือหนทางที่เหมาะสมแล้วใช่ไหม ที่จะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในโลก และทำไมมันจึงมีการปฏิวัติต่างๆในแนวทางประชาธิปไตยในส่วนต่างๆของโลก ?&lt;br /&gt;LAMB: คุณชอบปกหนังสือเล่มนี้หรือไม่ ? คุณมีความรู้สึกไหมว่า ทำไมพวกเขาจึงตัดสินที่จะใช้ปกสีดำและมีตัวหนังสือสีแดง ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ถ้าจะถามว่าชอบการออกแบบปกไหม ? มันก็ไม่เลว. การออกแบบปกอันนี้ ผมคิดว่า ไอเดียก็คือ ต้องการให้มันเป็นปกหนังสือที่สะดุดตาและเรียกความสนใจ ซึ่งจะทำให้ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่ามันมีความเอาจริงเอาจังบางอย่างอยู่ในนั้น.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้เตรียมอะไรเอาไว้บ้างจากตรงนี้ เกี่ยวกับ การจะสนทนากันต่อไปถึง สิ่งที่คุณเขียน ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: อันที่จริงก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้. ผมกำลังจะพูดถึงหนังสือของผมในประเทศนี้, และก็จะพูดว่า ในเวลาเดียวกัน หนังสือเล่มนี้มันกำลังได้รับการตีพิมพ์ในอีก14 ประเทศหรือ 14 ภาษา, และด้วยเหตุนี้ มันกำลังเป็นเรื่องเล็กๆ - ผมหมายความว่า หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับไอเดียนี้โดยเฉพาะ คือ มันไปกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงหรือโต้แย้งกันในระดับหนึ่งในเชิงเปรียบเทียบ ในหลายต่อหลายแห่งนอกสหรัฐอเมริกาด้วย. และผมคิดว่า นั่นเป็นเรื่องที่เข้าครองใจผมจนหมด, แต่ผมยังคงสนใจในปัญหาทั่วๆไปอันนี้ต่อไป เกี่ยวกับประชาธิปไตย, ที่ว่ามันเหมาะสมกับโลกร่วมสมัยของเราหรือไม่ ?&lt;br /&gt;LAMB: ช่วยบอกผมด้วย ถ้าหากว่าผมออกเสียงนี้ถูก, เพราะคุณใช้คำๆนี้มากมายหลายแห่ง นั่นคือคำว่า thymos ใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: Thymos.&lt;br /&gt;LAMB: ผมรู้ว่าผมออกเสียงและจำไม่ค่อยถูก เออ... สำหรับคำว่า... Megalo ...&lt;br /&gt;FUKUYAMA: Megalothymia.&lt;br /&gt;LAMB: Megalothymia. มันหมายถึงอะไร ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมขอพูดถึงคำว่า thymos ก่อน - คำนี้มันเป็นคำภาษากรีก มาจากเพลโต ซึ่งแทนหรือหมายถึง, ถ้าหากใช้ศัพท์สมัยใหม่, มันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพ(personality), หรือส่วนหนึ่งของจิตของมนุษย์(human psyche) ซึ่งแน่นอน เรียกร้องการยอมรับ(recognition).&lt;br /&gt;และตามที่เพลโตคิด, จิตของมนุษย์มันมีอยู่ 3 ส่วน: นั่นคือ ส่วนที่เกี่ยวกับความปรารถนา(desiring part), และเราเข้าใจว่าสิ่งนั้นคือ - ส่วนที่เราทั้งหลายต้องการ คืออาหารและน้ำและอื่นๆ(1) - และส่วนที่เป็นเรื่องของเหตุผล(reason), ความสามารถของมนุษย์ที่จะคิดคำนวณ, และทำการตัดสินใจซึ่งมีรากฐานที่วางอยู่บนตรรกะพื้นฐาน อะไรพวกนี้(2). แต่เพลโตกล่าวว่า มันมีส่วนที่สามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาน(soul) ซึ่งก็คือ "thymos", ซึ่งโดยสาระแล้วก็คือ, "ต้นตอกำเนิดของการเคารพในตนเองหรือรักศักดิ์ศรีของตนเอง(self-esteem)", มันเป็นส่วนที่ทรงคุณค่าของจิตวิญญาน. มันคือเรื่องของจิตวิญญาน กล่าวคือ, "ใช่, ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง. ผมมีเกียรติและศักดิ์ศรีเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญ และผมก็ภาคภูมิในคุณค่าความสำคัญนั้น".&lt;br /&gt;จริงๆแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลดความเข้าใจใดๆเกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์ลงมาสู่ เรื่องของ"ความปรารถนา"และเรื่องของ"เหตุผล"เพียงลำพังเท่านั้น และนั่นเป็นส่วนที่สำคัญมาก เป็นด้านที่ยืนยันถึงบุคลิกภาพของมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับและเรียกร้องการยอมรับ, นั่นคือ คนอื่นๆยอมรับผม ณ ส่วนที่ผมมีคุณค่าความสำคัญ, ณ ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับสิ่งที่ผมมีคุณค่าความสำคัญอยู่.&lt;br /&gt;ตอนนี้มาถึงคำอีกคำหนึ่งคือ megalothymia เป็นคำภาษากรีกอีกคำหนึ่ง แต่คำๆนี้ผมได้สร้างมันขึ้นมาเอง. "Megalos" ในภาษากรีก หมายความถึง"ความยิ่งใหญ่"(great) และคำว่า thymia อ้างอิงถึงคำว่า thymos ที่ได้อธิบายไปแล้ว และเมื่อมาร่วมกันเป็น "megalothymia" หมายความว่า "ความปราถนาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะที่ยิ่งใหญ่กว่าบุคคลอื่น" (megalothymia means the desire to be recognized as greater than other people). ในทัศนะของผม, อันนี้ มันมีสองนัยะหรือความหมาย นั่นคือ "สิ่งที่ดีงามทางการเมือง" และ"สิ่งที่ชั่วร้ายทางการเมือง" เพราะ "ทรราชย์" ในด้านหนึ่ง, คือ "รูปแบบดั้งเดิม"(prototype)ของคนซึ่งต้องการได้รับการยอมรับในฐานะที่เหนือกว่าเช่นกัน แต่มันออกมาในแง่ลบทางการเมือง.&lt;br /&gt;LAMB: โดยเฉพาะที่คุณกล่าวเอาไว้ในหน้า 316 นี้, ซึ่งคุณได้พูดถึงลัทธิทุนนิยม โดยกล่าวว่า, "ระดับของผู้บริหารทั้งหลาย อย่างเช่น Henry Ford, Andrew Carnegie หรือ Ted Turner ที่ทำอยู่, การบริโภคไม่ได้เป็นแรงกระตุ้นที่มีความหมาย; ใครๆก็ อาจมีบ้านหลายๆหลัง มีรถยนต์หลายๆคัน และมีภรรยาหลายๆคน และอะไรอีกหลายๆอย่างจนนับกันไม่ไหว. แน่นอน ผู้คนเหล่านั้นมีความโลภในความต้องการเงินเป็นจำนวนมาก, แต่เงินเป็นเครื่องหมายอันหนึ่ง หรือสัญลักษณ์อันหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถในฐานะผู้บริหาร มากกว่าจะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่จะทำให้ได้มาซึ่งสินค้าเพื่อการบริโภคส่วนตัว".&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ถูกต้อง, ผมหมายความว่า, คือคิดว่า เมื่อคุณเข้าใจบรรดาผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ หรือผู้ก่อตั้งอาณาจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ - สิ่งที่เป็นไปไม่ใช่เรื่องง่ายๆ - ดั่งที่จะวาดมันออกมาธรรมดาทั่วๆไป - ผู้คนที่ละโมบ ต้องการมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ, ผมหมายถึง จริงๆแล้ว มันหลุดออกมาจากส่วนนี้ของวิญญานที่ได้รับการเรียกว่า thymos. ผมหมายความว่า, พวกเราต้องการการยอมรับ.&lt;br /&gt;คนอย่าง Ted Turner ณ จุดนี้ในอาชีพของเขา เขามีเงินมากมาย ซึ่งเป็นไปได้ที่สามารถจะนำมาใช้กับ สิ่งที่เขาต้องการอะไรก็ได้. ผมไม่ทราบว่า เขาต้องการเป็น Man of the Year ของนิตยสาร Time หรือเปล่า ? แต่ผมเกรงว่า เขาต้องการให้ผู้คนทั้งหลายคิดถึงเขาในฐานะนั้นแน่, กล่าวคือ เขาเป็นคนที่ก่อตั้ง CNN, ซึ่งได้สร้างธุรกิจสื่อชนิดใหม่ขึ้นมา, ที่ได้ทำบางสิ่งอย่างที่ระบบเครือข่ายๆต่างๆไม่เคยทำได้มาก่อน. นั่นคือการยอมรับอย่างชัดแจ้ง.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้เขียนเอาไว้ต่อจากนั้นว่า, "มันคือการออกแบบขึ้นมาของประเทศทุนนิยมประชาธิปไตยต่างๆ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ที่ธรรมชาติแห่งความทะเยอทะยาน และการมีพรสวรรค์ ควรน้อมนำเข้ามาสู่เรื่องทางธุรกิจ มากกว่านำไปสู่เรื่องทางการเมือง, การทหาร, มหาวิทยาลัย หรือ ศาสนา". ทำไมหรือ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมคิดว่าถูกต้อง เพราะว่า ถ้าหากคุณกล่าวว่า เป็นไปได้ที่เราจะได้รับการคุกคามโดยบรรดาทรราชย์ทั้งหลายซึ่งมีสิ่งที่เรียกว่า megalothymia อันนี้, ที่ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะความยิ่งใหญ่กว่าซึ่งได้เข้ามาสู่กระบวนการหรือจุดประสงค์ทางการเมืองบางอย่าง - หรือในทางหนึ่ง, มันจะดีกว่ามากหากว่า ถ้าเผื่อฮิตเลอร์อยู่ห่างหรือไม่มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไปเป็นผู้ประกอบการทางธุรกิจเกี่ยวกับงานเขียนป้าย หรือ ทำงานจิตรกรรมออกแบบสัญลักษณ์และเครื่องหมายต่างๆ และถัดมา เขาได้กลายเป็น Ted turner ในวงการหรือสถาบันจิตรกรรมในประเทศเยอรมันนีในช่วงทศวรรษที่ 1920s และเขาสามารถทำเงินได้มากมาย, เขาอาจจะได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลในวงการจิตรกรรม ที่สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่, หรืออะไรก็ตาม, และพวกเราก็จะได้เว้นว่างจากการเมืองแบบฟาสซิสทของช่วงเวลาดังกล่าว และคนยิวจะได้ไม่ต้องมาสังเวยชีวิตเป็นล้านๆ.&lt;br /&gt;และผมคิดว่า ส่วนนั้นของภูมิปัญญาเกี่ยวกับการสร้างอเมริกาขึ้นมา เป็นความเข้าใจอันหนึ่ง ซึ่งกิจกรรมทางธุรกิจประเภทนี้จะสามารถดูดซับพรสวรรค์ หรือความสามารถพิเศษต่างๆ และความทะเยอทะยานของผู้คน ที่ได้รับการน้อมนำให้เอียงไปสู่รูปแบบอันนั้น และจะเปลี่ยนมันไปสู่ความดีสาธารณะ, เพื่อว่าพวกเขาจะได้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาเพื่อส่วนที่เหลือของสังคม. และสิ่งที่เป็นหลักสำคัญก็คือว่า พวกเขาจะถูกเก็บกักเอาไว้ในอาชีพการงาน ซึ่งได้ใช้ความทะเยอทะยานและความสามารถพิเศษของพวกเขาอย่างเต็มที่ มันทำให้พวกเขามีช่องระบายอันหนึ่ง โดยไม่ต้องสร้างการเมืองแบบทรราชย์ขึ้นมา.&lt;br /&gt;LAMB: มาพูดถึงข้อความต่อมา "ผลลัพธ์คือ บรรดาผู้นำสมัยใหม่ทั้งหลายไม่ค่อยได้ปกครอง: พวกเขาโต้ตอบ และจัดการ และคอยคัดท้าย แต่ก็ถูกจำกัดโดยสถาบัน ในขอบเขตการกระทำของพวกเขา ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะทิ้งรอยประทับส่วนตัวของพวกเขาลงบนผู้คนที่พวกเขาปกครองอยู่".&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมคิดว่าคุณสามารถเห็นได้ว่า ในประเทศของเรา, พวกเรานั้นมีระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยสาระสำคัญได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อคอยบังคับผู้คนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าหรือมักใหญ่ใฝ่สูงให้อยู่ในกรอบ. มันได้รับการออกแบบเพื่อบังคับควบคุม สิ่งที่เรียกว่า megalothymia (ความปราถนาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะที่ยิ่งใหญ่กว่าบุคคลอื่น) และ คอยบีบให้คนอย่าง นโปเลียน หรือ สตาลิน หรือ ซัดดัม ฮุสเซ็น ที่จะเข้ามาในการเมืองอเมริกัน ซึ่งต้องการที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ลักษณะบางอย่างของความเป็นเผด็จการ - และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเราจึงมีระบบอันนี้เกี่ยวกับการตรวจสอบและถ่วงดุลย์(check and ballance) และการแยกอำนาจออกเป็นสามส่วนในการปกครอง หรืออะไรทำนองนั้น.&lt;br /&gt;อันนี้ก็เพื่อบังคับควบคุมความทะเยอทะยาน หรือความมักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมืองนั่นเอง. ประการแรกสุด, ความทะเยอทะยานอยาก มันได้รับการผลักเข้าไปสู่ พื้นที่ทางธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ, และ สำหรับคนพวกที่สนใจการเมือง พวกคนเหล่านี้ก็มีระบบที่พวกเขาจะต้องดำเนินไปรอบๆ, ดังที่พวกเขากำลังทำอยู่ใน New Hampshire, จูบแก้มพวกเด็กๆ และ ให้คำมั่นสัญญากับผู้ลงคะแนนเสียง, และการถูกบังคับอย่างสมบูรณ์แบบโดยระบบอันหนึ่งของกฎหมาย ซึ่งจะคอยบังคับควบคุมพลังงานต่างๆทางการเมืองของพวกเขา ให้เข้าไปสู่ที่ทางที่ปลอดภัยมากๆ - บางที, มันจะไม่ให้ผลดีนัก, แต่อย่างน้อยที่สุด มันไม่ใช่ทิศทางที่จะนำไปสู่อันตรายที่น่ากลัว และนั่นคือ ในด้านหนึ่ง, มันเป็นอัฉริยภาพเกี่ยวกับระบบการเมืองของเรา.&lt;br /&gt;LAMB: เมื่อคุณเข้าไปสู่เรื่องราวทางการเมือง ส่วนหลังนี้ - ทำไมคุณจึงเข้าไปสู่การเมืองในช่วงทศวรรษที่ 80s ? FUKUYAMA: เพราะว่า จริงๆแล้ว ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนโยบายต่างประเทศ, และดูเหมือนว่าสำหรับผมแล้ว ประเด็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในช่วงเวลานั้นก็คือ... เรื่องราวเหล่านั้น เกี่ยวกับสงครามและสันติภาพ, ความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างสหรัฐ-โซเวียต, การแข่งขันกันทางด้านอาวุธ, ความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลาง, และอะไรพวกนั้น.&lt;br /&gt;LAMB: คุณได้ทำงานกับ George Shultz คุณมีความใกล้ชิดกับเขามากแค่ไหน ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA : ผมทำงานราชการหลายอย่างที่เป็นชั้นล่างๆที่รองลงมาจากเขา, แต่ผมเป็นสต๊าฟวางแผนเชิงนโยบายคนหนึ่ง และทำงานอยู่ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่เป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับตะวันออกกลาง.&lt;br /&gt;LAMB: เออ - ผมลืมความคิดที่มีอยู่เป็นขบวนของตัวเองไป. พอดีนึกขึ้นมาได้คำถามหนึ่งที่ต้องการจะถามคุณ ผมอยากจะข้ามไปอีกบทหนึ่งที่ว่า ทำไมในอีกบทนั้นจึงชื่อว่า "A Vacation in Bulgaria" ? (เวลาว่างในบัลกาเรีย)&lt;br /&gt;FUKUYAMA: มันเป็นบทที่ว่าด้วยเรื่องของการอรรถาธิบายถึงการต่อสู้เพื่อการยอมรับว่าคืออะไร ? และจุดสำคัญที่ผมพยายามจะทำในเนื้อหาบทนี้ ก็เป็นไปอย่างที่บอก, ปัญหาที่แท้จริงเกี่ยวกับสังคมต่างๆที่ยึดถือแนวทางของลัทธิคอมมิวนิสม์ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ หรือไม่มีความเป็นอยู่ที่ได้มาตรฐานแบบเยอรมันตะวันตก สำหรับชาวเยอรมันตะวันออก, ปัญหาคือ เป็นเรื่องของศีลธรรมบางอย่าง...&lt;br /&gt;นั่นคือ มันมีการบีบบังคับให้ผู้คนประนีประนอมหรือยอมรับกับตัวของพวกเขาเอง, ด้วย thymos (ต้นตอกำเนิดของการเคารพในตนเองหรือรักศักดิ์ศรีของตนเอง)ของพวกเขา. พวกเขาไม่อาจที่จะยกระดับตัวเองขึ้นไปได้เลย เพราะ รัฐบาลคอมมิวนิสท์เหล่านี้ ห้อยโหนหรือแกว่งไปแกว่งมาอยู่กับวัฒนธรรมบริโภคอันหนึ่งที่อยู่หน้าฉาก. มันไม่ใช่วัฒนธรรมบริโภคที่ร่ำรวยแท้จริง แต่มันเป็นเพียงสิ่งที่ห้อยโหนอย่างหลวมๆ อย่างเช่น อพ้าทเม้นท์ที่ดีกว่า หรือตู้เย็นที่ดีกว่า, หรือเป็นไปได้ รถยนต์ หรือเวลาว่างในบัลกาเรีย, ผมหมายความว่า นั่นคือ ความสุขของพวกเขาที่เทียบเท่ากับ the Grand Bahamas (หมู่เกาะบาฮามา)ที่อยู่ตรงหน้าผู้คน และก็พูดว่า, "ดู, ถ้าหากว่าผู้คนต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้, ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน, ถ้าคุณต้องการก้าวหน้า, ถ้าคุณต้องเวลาพักผ่อนของคุณที่แสนสบายในบัลกาเรีย, คุณต้องเซ็นชื่อลงในข้อร้องเรียนนี้ ประณามหรือตำหนิเพื่อนร่วมงานของคุณ; คุณจะต้องหุบปากเมื่อคุณเห็นใครบางคนมาข่มเหงอย่างไม่ยุติธรรมโดยเฉพาะคนของพรรค", หรืออะไรทำนองนี้.&lt;br /&gt;และผมคิดว่า หากคุณเปิดไปดูที่งานเขียนต่างๆของบางคน อย่าง Vaclav Havel คุณก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เขาชี้แจงมันเป็นความชั่วร้ายจริงๆของระบบดังกล่าว. ผมหมายความว่า, ไม่ใช่มันได้สร้างสินค้าประเภทย้อมแมวต่างๆขึ้นมา หรือไม่มีอาหารวางขายอยู่ที่ชั้นวางของ, แต่มันเป็นเรื่องทางศีลธรรม มันเป็นระบบที่ล้มละลาย เพราะ จริงๆแล้ว มันทำให้ผู้คนยอมรับการต่อรองแบบ Faustian, ในความหมายหนึ่ง, เป็นการแลกเปลี่ยนจิตวิญญานของพวกเขา เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าการบริโภคเพียงเล็กน้อยที่ไม่เพียงพอประทังชีวิต.&lt;br /&gt;LAMB: คุณใช้เรื่องราวของคนที่ขายผักและผลไม้ ของ Mr. Havel เพื่อมาสร้างประเด็น, มันเป็นอย่างไรล่ะ ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ใช่, เขาได้เล่าเรื่องที่ข่าขบขันมากอันนี้ สำหรับในความเรียงเรื่องนี้ เขาได้เขียนขึ้นมาในขณะที่ยังอยู่ในคุก เรียกว่า ""The Power of the Powerless" (อำนาจของความไร้อำนาจ) ซึ่งคนขายผักได้แขวนป้ายอันหนึ่งเอาไว้ที่หน้าร้านที่มีข้อความว่า "คนงานของโลก, จงสามัคคีกัน!". และ Havel ได้เจาะเข้าไปในจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังบางอย่าง ว่า ทำไมเขาจึงได้ทำสิ่งๆนั้น และกล่าวว่า "จริงๆแล้ว เขาเชื่อมั่นว่า คนงานทั่วโลกควรจะสามมัคคีกันใช่ไหม ?" และก็กล่าวว่า "ไม่เลย". เหตุผลที่แท้จริงนั้นก็คือ คนขายผักมีความหวาดกลัวต่างหาก. เขากลัวว่า ถ้าหากว่าเขาไม่แขวนป้ายอันนั้นที่หน้าร้าน พลพรรคคอมมิวนิสท์ก็จะมาที่ร้านของเขา และพลพรรคพวกนี้ก็จะก่อกวนหรือมารังควานเขา หรือคุกคามด้วยคุกตะราง หรืออะไรที่น่ากลัวอื่นๆอีกหลากหลาย ที่คนพวกนี้สามารถจะทำกับเขาได้&lt;br /&gt;และ Harvel ยังกล่าวอีกว่า เครื่องหมายหรือป้ายดังกล่าว จริงๆแล้ว พูดว่า... ถ้าหากว่าคุณสามารถมองลงไปถึงก้นบึ้งของผิวหน้าอันนี้ มันไม่ใช่"คนงานทั้งหลายทั่วโลก, จงสามมัคคีกัน!", แต่มันบอกว่า "ฉันกลัว". ฉันเป็นคนขายผักผลไม้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งอาศัยอยู่ในระบบการเมืองนี้, และฉันรู้ว่า ถ้าฉันไม่ทำอย่างนั้น ก็จะมีภัยมาถึงตัวได้, และด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเชื่อฟัง และฉันต้องการแสดงให้ผู้มีอำนาจเหนือกว่าฉันเห็นว่า ฉันเป็นคนที่เชื่อฟัง เป็นคนที่ว่านอนสอนง่าย.&lt;br /&gt;และในการกระทำเช่นนั้น ผมหมายถึง นี่เป็นช่องทางอันหนึ่งของการแสดงออกของเขา การสมรู้ร่วมคิดทางศีลธรรม เกี่ยวกับความต้องการที่จะอยู่ในสังคมแบบนั้น. และเขายังกล่าวว่า ผู้คนสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอันนั้นได้ เพราะพวกเขาได้แขวนป้ายหรือทำป้ายซึ่งเป็นสโลแกนอันเป็นหลักการที่แข็งแกร่ง อย่างคำว่า "คนงานทั้งหลายทั่วโลก, จงสามัคคีกัน!" และเนื่องจากอุดมการณ์นี้ พวกเขาสามารถที่จะบอกตัวเองได้ว่า "จริงๆแล้ว ฉันไม่ยอมรับหรือประนีประนอมกับคุณค่าศีลธรรมดังกล่าว, สิ่งที่ฉันทำคือการแสดงออกมาให้เห็นเกี่ยวกับสโลแกนบางอย่างที่คุณเชื่อ, แต่ไม่มีอะไรที่ฉันยอมรับมันได้เลย". นั่นคือความจริงของความชั่วร้ายเกี่ยวกับระบบดังกล่าว.&lt;br /&gt;LAMB: คุณบอกว่าคุณได้ใช้เวลาเรียนภาษากรีกมาก คุณสามารถที่จะอ่านภาษากรีกได้. ตอนนี้คุณยังคงอ่านมันได้ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ไม่. ผมไม่ได้ใช้ภาษากรีกที่ร่ำเรียนมา น่าจะ 10 ปีแล้ว นับถึงวันนี้.&lt;br /&gt;LAMB: คุณสามารถพูดภาษากรีกได้ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: สิ่งที่ผมเรียนนั้น ไม่ใช่ภาษากรีกปัจจุบัน, แต่เป็นภาษากรีกโบราณ ซึ่งเป็นภาษากรีกที่ใช้กันในราวศตวรรษที่ 5 ของเอเธนส์, และทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จริงว่า มันออกเสียงหรือพูดกันอย่างไร ? มันมีความแตกต่างไปเล็กน้อยจากภาษากรีกปัจจุบัน แต่ผมไม่สามารถที่จะอ่านมันได้ดีเท่าไหร่.&lt;br /&gt;LAMB: คุณสามารถพูดได้กี่ภาษา ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้ และภาษารัสเซี่ยนนิดหน่อย, และผมก็รู้ภาษาอื่นๆอีกหลายภาษา แต่เป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น, คุณก็รู้.&lt;br /&gt;LAMB: เรากำลังจะหมดเวลา. ขอให้คุณให้ความรู้เกี่ยวกับรัสเซียหน่อย, คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณคาดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ผมคิดว่าพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่น่ากลัว, ไม่ใช่ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง, เพราะผมคิดว่า สหภาพโซเวียตได้สาบสูญไปแล้ว และมีการปรากฏตัวขึ้นมาของรัสเซีย และสาธารณรัฐอื่นๆ, พวกเขาได้บรรลุถึงเงื่อนไขอันหนึ่งสำหรับการปรากฎตัวขึ้นมาของประชาธิปไตยที่แท้จริงในภูมิภาคนั้น. แต่ปัญหาที่แท้จริง ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวอันนี้แหละ, การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่น่ากลัวนั้น ผมคิดว่าทุกๆคนต่างเห็นพ้องต้องกันในภูมิภาคนั้นของโลก ซึ่งพวกเขาปรารถนาที่จะเป็นประเทศทุนนิยมที่รุ่งเรืองประเทศหนึ่ง เหมือนกับเยอรมันนี้ตะวันตก และฝรั่งเศส.&lt;br /&gt;ปัญหาคือว่า จากจุดนี้ไปยังความต้องการนั้น, ปัจจุบัน ณ ช่วงเวลาดังกล่าว เกี่ยวกับราคาค่างวดในการทำให้เป็นเสรีนิยม และภาวะเงินเฟ้อในประเทศ ทำให้ไม่มีอาหารอะไรมาวางบนโต๊ะ. ด้วยเหตุนี้ ตามที่ปรากฏเป็นจริง ผมค่อนข้างจะมองโลกในแง่ร้ายในช่วงเวลาสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศส่วนนั้นของโลก. ผมหวังว่า มันอาจจะมีการปะทุหรือระเบิดทางการเมืองยิ่งไปกว่านี้มาก ดังที่ผู้คนธรรมดาทั่วไปประสบอยู่ พวกเขาไม่มีช่องทางอันหนึ่งอันใด ที่จะนำอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัวของพวกเขาได้เลย.&lt;br /&gt;LAMB: คุณคิดว่า การสิ้นสุดประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับเราใช่ไหม ?&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ถ้าหากว่าคุณเข้าใจมันในทิศทางที่ผมพูดนี้โดยเฉพาะ, ใช่, แน่นอน มันอยู่ที่นี่แหละ, แต่มันอยู่ที่นี่ เพื่อความดีมา 200 ปีแล้ว และเราเพิ่งจะตระหนักหรือเข้าใจมันเท่านั้น.&lt;br /&gt;LAMB: หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "The End of History and the Last Man" และแขกของเราวันนี้ก็คือ Francis Fukuyama, ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว. ขอบคุณมากครับที่มาร่วมรายการกับเราวันนี้&lt;br /&gt;FUKUYAMA: ขอบคุณครับ&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5497575634803151479-6042646184678066193?l=cherd.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://cherd.blogspot.com/feeds/6042646184678066193/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5497575634803151479&amp;postID=6042646184678066193' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5497575634803151479/posts/default/6042646184678066193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5497575634803151479/posts/default/6042646184678066193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cherd.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='&quot;การสิ้นสุดประวัติศาสตร์และมนุษย์คนสุดท้าย&quot;'/><author><name>Cherdchai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10709532490888296152</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='15445773274729861323'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5497575634803151479.post-7480271979651105942</id><published>2007-06-06T20:32:00.002-07:00</published><updated>2007-06-06T20:32:18.842-07:00</updated><title type='text'>test!</title><content type='html'>This is a testing message from user!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5497575634803151479-7480271979651105942?l=cherd.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://cherd.blogspot.com/feeds/7480271979651105942/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5497575634803151479&amp;postID=7480271979651105942' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5497575634803151479/posts/default/7480271979651105942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5497575634803151479/posts/default/7480271979651105942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cherd.blogspot.com/2007/06/test.html' title='test!'/><author><name>Cherdchai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10709532490888296152</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='15445773274729861323'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry></feed>